คอลัมนิสต์

'ธาริต ขวัญเสีย!'

'ธาริต ขวัญเสีย!'

21 ก.ย. 2555

'ธาริต ขวัญเสีย!' : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์

              เห็น "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาแถลงข่าวบอกว่า "รู้สึกขวัญเสีย" กรณีออกมาตอบโต้กับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" อดีตนายกรัฐมนตรี และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ที่ระบุดีเอสไอจะแจ้งข้อหาความผิดฐานก่อให้บุคคลอื่นฆ่าคนตายโดยเจตนา
 
              โดยตัดพ้อต่อว่า ขณะนี้ดีเอสไอได้ถูกเกลียดชังจากทุกฝ่าย ทั้งที่เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างรุนแรง เมื่อเดือนเมษายน 2553
 
              “ผมไม่สบายใจมาก ตอนนี้ผมเดินไปไหนก็ถูกเกลียดชังไปหมดทั้งจากฝ่ายเสื้อแดงและฝ่ายสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขั้นที่ญาติและเพื่อนสนิทเริ่มโทรศัพท์มาสอบถามว่าธาริตกำลังทำอะไรอยู่ ผมยืนยันว่าธาริตไม่ได้เปลี่ยนสี ยังเป็นสีเดิมคือสีของข้าราชการ ผมคงไม่เสียสติไปทำอะไรให้ใครเพื่อให้ติดคุก.."  เนื้อหาบางช่วงบางตอนที่ "ธาริต" กล่าวระหว่างการแถลงข่าว
 
              ต้องยอมรับการค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง "ธาริต" มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่หลายส่วน เพราะ "ธาริต" ก็เป็นหนึ่งในกรรมการ ศอฉ. ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เกี่ยวข้องและรู้เห็นความเป็นไปในปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ของรัฐบาลในขณะนั้น
 
              ที่สำคัญการให้ข้อเท็จจริงต่อสังคมของ "ธาริต" ก็กลับไปกลับมาสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ พูดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับพูดอีกอย่าง ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรคนในสังคมไม่มีใครรู้
 
              การพูดเรื่องราวจาก "ขาว" ในสมัยรัฐบาลหนึ่ง แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลในเรื่องเดียวกันกลับบอกว่า "ดำ" การกระทำในลักษณะนี้ในช่วงที่การเมืองแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน ทำให้สังคมสงสัยในพฤติการณ์ของ "ธาริต"
 
              ทั้งที่ในแง่ของหลักการเรื่องราวที่เกิดขึ้นมีเพียงข้อมูลและข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว แต่การพูดเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาโดยเลือกใช้ในสถานการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ในขณะที่สังคมก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่พูดเป็นเรื่องจริงหรือโกหกกันแน่จึงเป็นธรรมดาที่ผู้พูดต้องตกเป็นเป้า
 
              ทำไมสังคมหรือใครๆ ต้องให้ความสนใจฟังสิ่งที่ "ธาริต" พูด หรือแถลงข่าว ก็เพราะ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" เป็น "อธิบดีดีเอสไอ" และเป็นหนึ่งใน "กรรมการ ศอฉ." เวลาพูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 จึงมีน้ำหนัก
 
              ดังนั้น วันหนึ่งบอกว่า "มีชายชุดดำ" แต่เวลาเปลี่ยนกลับบอกว่า "ไม่มีชายชุดดำ" คนจึงตั้งข้อสงสัยทำไมวันนี้จึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้
 
              อดีตข้าราชการที่ทำงานให้แก่พรรคการเมืองหลายพรรค และหลายรัฐบาล แต่ไม่ถูกกระแสสังคมกดดันมากเท่ากรณี "ธาริต" ก็เคยมี เช่น "วิษณุ เครืองาม" อดีตเลขาธิการ ครม. เพราะคนเหล่านี้ไม่แสดงบทบาทกลับไปกลับมาแบบโฉ่งฉ่าง
 
              ที่สำคัญในยุคนั้นสถานการณ์การเมืองไม่มีได้มีเสียหรือเอาเป็นเอาตายกันเหมือนการเมืองยุคปัจจุบัน
 
              "ผมยืนยันว่าธาริตไม่ได้เปลี่ยนสี ยังเป็นสีเดิมคือสีของข้าราชการ ผมคงไม่เสียสติไปทำอะไรให้ใครเพื่อให้ติดคุก" นี่เป็นคำยืนยันว่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้เปลี่ยนสี เพียงแต่พฤติการณ์ของเขาเป็นไปตามสถานการณ์การเมือง ทำตามนโยบายของผู้มีอำนาจทางการเมืองในขณะนั้น ต้องเรียกว่า "ธาริต" ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดปลอดภัยจากผู้มีอำนาจทางการเมือง
 
              ดังนั้นการที่ "ธาริต" จะเลือกใช้ข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ เพื่อประโยชน์ของตัวเองไม่ให้ตัวเองตกเป็นเป้าก็ไม่ใช่เรื่องผิด
 
              จากพฤติการณ์ของ "ธาริต" ฝ่ายการเมืองไม่ว่าฝ่ายไหนก็ย่อมรู้ว่า "เนื้อแท้" ของ "ธาริต" เป็นอย่างไร แต่ทำไมยังยอมที่จะให้อยู่ในตำแหน่งและดูแลคดีสำคัญต่อ นั่นเพราะการเมืองเป็นเรื่องของ "ผลประโยชน์"
 
              สิ่งที่ "ธาริต" นำมาพูดใช่สูญเปล่าแต่ต้องดูกันในระยะยาว เพราะเชื่อว่าอย่างน้อยข้อมูลที่นำมาเผยแพร่ไม่ว่าจะช่วงรัฐบาลไหนถ้าไม่จริงก็ต้องมีแต่ละฝ่ายออกมาคัดค้าน ดังนั้น สังคมก็ต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมากที่สุด เพราะสุดท้ายแต่ละฝ่ายจะสาวไส้กันออกมาเอง
 
              เมื่อ "ธาริต" เลือกที่จะอยู่ในอำนาจต่อไปก็ต้องยอมรับเสียงวิพาษณ์วิจารณ์จากฝ่ายที่เลือกข้าง
 
              การที่ "ธาริต" ยังอยู่ในตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอได้อย่างเหนียวแน่นจนถึงทุกวันนี้ ก็ต้องมีของดีอยู่ในมือ หรือไม่ก็มีอะไรมาสะกดเขาจนอยู่หมัด
 
              แต่จากพฤติการณ์ที่ผ่านมาถือว่า "ธาริต" ยังมีสิ่งที่ฝ่ายการเมืองเห็นว่าเป็นประโยชน์
 
              ขณะที่ "ธาริต" เองก็กุมข้อมูลของทุกฝ่าย อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร
 
              ดังนั้นคำกล่าวของ "ธาริต" ที่ว่าไม่เปลี่ยนสี ไม่เลือกข้างใคร จริงแท้แน่นอน เพราะสุดท้ายถ้าให้เลือกเขาก็ต้องเลือกเอาตัวรอดไว้ก่อน
 
              ส่วนวลีที่ "ธาริต" บอกว่า "รู้สึกขวัญเสีย" จะเรียกคะแนนสงสารจาก "แม่ยก" ได้แค่ไหนต้องรอดู!


............

(หมายเหตุ : 'ธาริต ขวัญเสีย!'  : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)