คอลัมนิสต์

โลกที่ไร้ความปรองดอง

โลกที่ไร้ความปรองดอง

21 ก.ย. 2555

โลกที่ไร้ความปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่21กันยายนพ.ศ.2555

              การปลุกกระแสความเกลียดชังโดยใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ จนทำให้มุสลิมในกว่ายี่สิบประเทศลุกฮือประท้วงสหรัฐและภาพยนตร์ลบหลู่ดูหมิ่นนบีมูฮัมหมัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม ยังไม่ทันจะซาลง นิตยสารฝรั่งเศสก็จงใจราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟที่กำลังลุกโชน เพื่อโหมกระพือความเกลียดชังให้รุนแรงมากขึ้นไปอีก เมื่อตีพิมพ์ภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดาศาสนาอิสลามบ้าง โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้มีเจตนายั่วยุในช่วงเวลาอันไม่เหมาะสมเช่นนี้ แต่เพื่อปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
 
              เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงเหมือนเช่นที่สหรัฐกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงรีบล้อมคอกก่อนวัวหาย ด้วยการสั่งปิดสถานทูต สถานกงสุล ศูนย์วัฒนธรรม และโรงเรียนในประเทศมุสลิม 20 ประเทศเป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกันโฆษกกระทรวงต่างประเทศยังเตือนชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในประเทศมุสลิมให้ระมัดระวังความปลอดภัยของตัวเองด้วย พร้อมกับเสนอทางออกเพื่อดับกระแสความไม่พอใจ ด้วยการเปิดช่องให้ใครก็ตามที่รู้สึกว่าศาสนาถูกดูหมิ่นจากภาพการ์ตูนล้อเลียนสามารถยื่นฟ้องศาลได้ แต่ไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมประท้วงตามท้องถนน
 
              ขณะเดียวกันกระแสตีกลับศาสนาคริสต์ก็เริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเจตนาหรือเป็นความบังเอิญก็แล้วแต่ เมื่อมีการนำเสนอผลงานการค้นคว้าของศาสตราจารย์ผู้หนึ่งแห่งสถาบันเทววิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่พบหลักฐานจากจารึกบนกระดาษปาปิรุส ที่เขียนเป็นภาษาคอปติกโบราณว่า พระเยซูได้แต่งงานกับแมรี แมกดาเลน หนึ่งในสาวกใกล้ชิดของพระองค์ โดยจารึกนั้นมีข้อความสำคัญว่า "พระเยซูเอ่ยกับพวกเขาว่า เมียข้า" ในจารึกโบราณยังเขียนด้วยว่าพระเยซูได้เอ่ยด้วยว่า "นางสามารถเป็นผู้สืบทอดของข้า"
 
              หลักฐานใหม่ที่ค้นพบนี้ เท่ากับตอบคำถามที่เป็นประเด็นอ่อนไหวที่ถกเถียงอย่างรุนแรงมาโดยตลอด และเท่ากับสนับสนุนแนวความคิดที่ว่า พระเยซูเป็นมนุษย์ก่อนจะได้รับการยกย่องให้เป็นพระบุตร พระผู้ไถ่บาปแก่มวลมนุษย์ อย่างไรก็ดี คริสตชนส่วนใหญ่ก็ยากจะยอมรับในหลักฐานนี้ พร้อมกับประท้วงว่า เป็นหลักฐานเท็จที่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสดาของศาสนาคริสต์ โดยไม่มองมุมกลับว่า อิสลามิกชนก็ย่อมมีสิทธิจะประท้วงเช่นกันกรณีที่มีการลบหลู่ดูหมิ่นนบีมูฮัมหมัด
 
              เราหวังว่าประชาชนคนไทยคงจะศึกษาบทเรียนที่เกิดขึ้นกับสหรัฐและฝรั่งเศส กรณีที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมเคารพในสิทธิที่จะเลือกนับถือศาสนาหรือในความเชื่อของผู้อื่น จนนำมาซึ่งการประท้วงและความรุนแรง เหมือนเช่นกรณีคนไทยกลุ่มหนึ่งจงใจที่จะใช้ประโยชน์หรือบิดเบือนรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่คำนึงว่าการกระทำเช่นนี้จะยิ่งตอกย้ำความเกลียดชังระหว่างกัน และอาจเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสร้างความปรองดองหรืออาจเปิดช่องให้ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำรอยขึ้นอีกครั้ง