
การเมืองของคนจน
การเมืองของคนจน: มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
ผมอ่านข่าวมะเร็งปอดคร่าชีวิต คำตา แคนบุญจันทร์ อดีตเลขาธิการคาราวานคนจน เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ แล้วก็นึกย้อนไปถึงเส้นทางการต่อสู้ของ "ขบวนการคนจน" ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา
หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีกลุ่มผู้นำเกษตรกรอีสานรวมตัวกันก่อตั้ง "สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน" (สกย.อ.) เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชาวบ้านที่ประสบปัญหา เรื่องราคาผลผลิตการเกษตร ปัญหาป่าไม้ทับที่ทำกินของชาวบ้าน ปัญหาที่ดิน ปัญหาหม่อนไหม ปัญหาวัวพลาสติก ปัญหามะม่วงหิมพานต์ ปัญหาเขื่อน ปัญหาหมู ฯลฯ
ข่าวการชุมนุมประท้วง และการเดินทัพจากอีสานเข้าสู่เมืองหลวง เพื่อกดดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้าน เพื่อทวงสิทธิอันพึงมีพึงได้ ก่อให้เกิดการตื่นตัวของชาวบ้านในการเรียกร้องสิทธิของตนเองเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในหลายเรื่อง
การเคลื่อนไหวของสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน ได้สร้าง "ผู้นำมวลชน" ขึ้นมาหลายคน อาทิ บำรุง คะโยธา, อวยชัย วะทา, นคร ศรีวิพัฒน์, เขื่อนเพชร โพนรัมย์ ฯลฯ
คำตา แคนบุญจันทร์ แกนนำกลุ่มชาวไร่มันสำปะหลัง ก็เข้ามามีบทบาทใน สกย.อ. ในฐานะเลขาธิการ สกย.อ.เขต 6 รับผิดชอบช่วยเหลือผู้ปลูกมันสำปะหลังในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และนครราชสีมา
พลันที่ "บำรุง" แยกตัวออกไปร่วมจัดตั้งองค์กร "สมัชชาคนจน" ภายในองค์กร สกย.อ.ก็แบ่งออกเป็น 2 สายคือ สกย.อ.(1) และ สกย.อ.(2)
เนื่องจาก "คำตา" เคยทำงานการเมืองกับ ประกิจ พลเดช อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ มาก่อนจะมาเป็นแกนนำ สกย.อ. จึงมีความใกล้ชิดกับ "บ้านใหญ่บุรีรัมย์" และเมื่อเนวิน ชิดชอบ เป็น รมช.เกษตรฯ รัฐบาลชวน(รอบสอง) คำตาจึงได้ตำแหน่งกรรมาธิการการเกษตรฯ
การเข้าสู่การเมืองแบบตัวแทนของผู้นำเกษตรกรถูกอธิบายว่าเป็น "ทางลัด" ที่จะส่งผ่านปัญหาต่างๆ ของผู้ยากไร้ไปถึงผู้มีอำนาจ แต่อีกด้านหนึ่งก็เจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนมิตรว่าเป็นผู้นำขายจิตวิญญาณ ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง
จะว่าไปแล้ว การเมืองแบบตัวแทนกับการเมืองของคนจน มันแยกกันไม่ออก มีผู้นำมวลชนจำนวนไม่น้อยมีความสัมพันธ์แบบลับๆ ด้วยการรับงานสร้างเครือข่าย "ฐานคะแนน" ให้แก่นักการเมือง
จริงๆ แล้ว มิใช่มีแค่ "คำตา" คนเดียวที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง สมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ชูคำขวัญ "นายกฯ คนอีสาน" หาเสียงในการเลือกตั้งปลายปี 2539 ก็เป็นที่รู้กันว่า ผู้นำมวลชนอีสานระดับบิ๊กเนม ต่างกระโจนเข้าร่วมออกแบบวางแผนปั่นกระแสนายกฯ คนอีสานกันครึกโครม
เมื่อ "พล.อ.ชวลิต" เป็นนายกรัฐมนตรี แกนนำเกษตรกรหลายคนต่างอวดโอ้ว่าตัวเองเป็น "เสนาธิการ" งานมวลชนใต้ดินของบิ๊กจิ๋ว เช่นเดียวกับตอนที่ "เสธ.หนั่น" ทำพรรคมหาชน คนพวกนี้ก็ทำงานแบบเดิม ด้วยชุดความคิดเดิมๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก่อร่างสร้างพรรคไทยรักไทย ผู้นำคนจนกลุ่มหนึ่งก็แอบมาช่วยงานภูมิธรรม เวชยชัย แต่เมื่อประชานิยมเบ่งบาน ทั้งกองทุนหมู่บ้านหรือโอท็อป มันได้สร้างแกนนำคนจนพันธุ์ใหม่ขึ้นมากมายในหมู่บ้าน โดยนายกฯ ทักษิณ มิจำเป็นต้องพึ่งพากลุ่มผู้นำคนจนรุ่นเก่า
สำหรับ "คำตา" ยังเลือกเดินไปตาม "วิถีเนวิน" จวบจนถึงวันที่ต้องมี "คาราวานคนจน" เพื่อสนับสนุนนายกรัฐมนตรีประชานิยม จากวันนั้นภาพของคำตา จึงผูกติดกับคาราวานคนจนมากกว่า สกย.อ.
ภารกิจสุดท้ายของคาราวานคนจน คือการเปิดตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย โดย "คำตา" กับ "ป้าสะอิ้ง" ร่วมกันแสดงนำ
ริ้วขบวนทัพคาราวานคนจนออกสัญจรเดินสายหาเสียงทั่วภาคอีสาน เพื่อหาเสียงหาคะแนนให้ "พรรคเนวิน" แต่โชคร้าย คาราวานคนจนสิ้นมนต์ขลัง มิอาจเรียกคะแนนนิยมได้เท่ากับขบวนการคนเสื้อแดง
การเมืองเปลี่ยน คนจนก็เปลี่ยน เมื่อคำตาลาลับจากโลกนี้ จึงเหลือไว้เพียงเรื่องเล่าคาราวานคนจนใต้ร่มเงาบ้านใหญ่



