
จะไปจบที่ตรงไหน
จะไปจบที่ตรงไหน : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2555
คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้แถลงรายงานฉบับสมบูรณ์ เหตุการณ์นองเลือดปี 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 92 คน เนื้อหาเป็นการชี้แจงถึงผลการตรวจสอบตั้งแต่เริ่มต้นเหตุการณ์ไปจนถึงบทสรุปและข้อเสนอแนะ ประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจคือ เกิดอะไรขึ้นขณะนั้นถึงกลายเป็นเหตุรุนแรงบานปลาย ชายชุดดำที่มีการกล่าวอ้างกันมานั้นมีอยู่จริงหรือไม่ แล้วใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งหมด หากดูจากผลของคณะกรรมการ คอป. ที่แถลงออกมานั้นค่อนข้างชัดเจนว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องและใช้อาวุธปืนพร้อมกระสุนจริงในการควบคุมพื้นที่
กรณีของนายพัน คำกอง หนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ศาลมีคำสั่งว่า ตายที่หน้าสำนักงานขายคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ถูกกระสุนปืนขนาด .223 จากอาวุธปืนในราชการสงคราม ที่ยิงไปโดนรถตู้หมายเลขทะเบียน ฮค 8561 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายสมร ไหมทอง เป็นผู้ขับขี่ แต่กระสุนไปถูกนายพัน เสียชีวิต ในขณะทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กำลังถูกตั้งให้เป็นคดีนำร่องเพื่อหาคนผิดมาลงโทษ ตามที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เห็นว่าน่าจะเข้าข่ายฆ่าคนตาย ส่วนใครจะตกเป็นผู้ต้องหานั้นก็ไม่น่ายากนักที่จะหาคำตอบ จากกระแสข่าวที่ผ่านมาเป้าหมายพุ่งตรงไปที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และหัวหน้า ศอฉ.
สำหรับประเด็นการดำเนินคดีกับใครนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า ทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามกฎหมายและเกิดความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย ต้องไม่ตั้งธงตามการเมือง อย่าให้ใครมองว่า เมื่อการเมืองออกมาชี้แนวทางแล้วฝ่ายตรวจสอบดำเนินคดีอย่างดีเอสไอ ก็ไปขานรับตามแนวทางนั้น เพราะจะเกิดคำครหา ที่สำคัญยิ่งสร้างความขัดแย้งร้าวฉานทางการเมืองมากเข้าไปอีก คณะกรรมการชุดนี้มีเป้าประสงค์จากชื่อ เพื่อให้เกิดความปรองดอง หากมีนักการเมืองนำรายงานสรุปไปเป็นเกม รุกไล่ฝ่ายตรงข้าม ความขัดแย้งจะยิ่งขยายปม ไม่ว่านักการเมือง กองทัพ ที่กำลังถูกสังคมตั้งข้อสังเกตผ่านทางรายงานฉบับนี้
ขณะเดียวกันการที่จะให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทหรือพิจารณาในรูปคดีนั้น จะมีผลเสียมากกว่าผลดี คนไทยคงไม่ปรารถนาที่จะเสียเกียรติของประเทศ สอง เรื่องการเมืองภายในจะถูกลากโยงไปเป็นกระแสการล้มล้างเผ่าพันธุ์ระดับนานาชาติ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น คนในย่อมรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น การชุมนุมของคนเสื้อแดงได้สร้างความเสียหายไว้มาก แต่รัฐบาลในขณะนั้นก็ไม่มีสิทธิมาใช้อาวุธเข่นฆ่าหรือทำร้ายประชาชนด้วยเช่นกัน ข้อพิจารณาขณะนี้คือ ความเที่ยงธรรมที่จะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่ายต้องไม่มีเกมการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่เช่นนั้นความวุ่นวายในบ้านเมืองจะไปจบที่ตรงไหน



