คอลัมนิสต์

'พท.'ใช้นโยบายกินได้ซื้อใจคนกรุง

'พท.'ใช้นโยบายกินได้ซื้อใจคนกรุง

18 ก.ย. 2555

'พท.'ใช้นโยบายกินได้ซื้อใจคนกรุง : ขยายปมร้อน โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์

             แม้จะมีผู้สมัครอิสระทยอยเปิดตัวเพื่อลงชิงผู้ว่าฯ  กทม.แล้ว แต่ล้วนยังถูกมองว่าเป็นไม้ประดับ ไฮไลท์ผู้สมัครสำคัญยังคงอยู่ที่ 2 พรรคใหญ่ คือ ประชาธิปัตย์ (ปชป.) และเพื่อไทย (พท.) ที่ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างยังไม่ประกาศตัวผู้สมัครออกมา
 
             ฝ่าย ปชป. ที่ยังไม่ประกาศตัวออกมาชัดเจน แม้ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เจ้าของเก้าอี้เดิม จะประกาศเสียงดังฟังชัดว่าจะลงสนามอีกครั้งนั้น มีเหตุผล 3 ข้อหลัก คือ 1.ทางพรรคยังมองหาผู้สมัครรายอื่นนอกเหนือจากคุณชายสุขุมพันธุ์ เพราะคนในพรรคต่างรู้ดีว่าผลงานในเกือบ 4 ปีที่ผ่านมาของคุณชายไม่เป็นที่ประทับใจคน กทม.
 
             2.พรรคมองว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบประกาศตัวผู้สมัครออกมา เพราะยิ่งพรรคประกาศออกมาช้าเท่าไร ก็หมายความว่าเพื่อไทยจะมีเวลาแก้เกม รับมือ น้อยลงเท่านั้น เพราะประชาธิปัตย์รู้ดีว่าเพื่อไทยยังหาตัวผู้สมัครไม่ได้ และเชื่อว่าถึงอย่างไรเพื่อไทยก็ไม่มีทางเปิดตัวผู้สมัครออกมาก่อนประชาธิปัตย์แน่
 
             3.พรรคประชาปัตย์มั่นใจว่าจุดแข็งของผู้สมัครฝ่ายตนคือ "โลโก้พรรค" ส่วน "ผู้สมัคร" เป็นเพียงองค์ประกอบรองเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะส่งใคร หากไม่ขี้เหร่เกินไป ยังไงแฟนพันธุ์แท้ประชาธิปัตย์ และคนที่ไม่ชอบเพื่อไทยก็เลือกอยู่แล้ว
 
             ฝ่ายเพื่อไทย เหตุผลที่ยังไม่ประกาศตัวผู้สมัครออกมานั้น มี 2 ข้อหลักคือ 1.ยังหาตัวไม่ได้ 2.ต้องการดูผู้สมัครของฝ่ายประชาธิปัตย์ก่อนตัดสินใจ
 
             ล่าสุดทางฝ่ายเพื่อไทยพยายามแก้เกมจากการเดินตามเกมประชาธิปัตย์ มาเป็น "ผู้กำหนดเกม" โดยมีเจ้าของพรรคตัวจริง คือ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มาเป็นผู้บัญชาการศึกครั้งนี้เอง โดยใช้วิธีที่เขาเชี่ยวชาญ คือ การทำโพลล์สำรวจความต้องการของคน กทม. ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งกลางเมือง และชานเมือง เพื่อทำออกมาเป็น "นโยบาย" ที่ตรงใจชาว กทม.ที่สุด
 
             นั่นหมายความว่า หลังจากที่พรรคของทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย ประสบความสำเร็จในการเมืองระดับชาติ ด้วย "นโยบายกินได้" ตอนนี้ทักษิณ กำลังใช้ยุทธวิธีนี้กับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึง
 
             "เราต้องทำนโยบายที่จะมาจูงใจคนกทม.ก่อน ซึ่งตอนนี้ท่านทักษิณกำลังทำอยู่ โดยมีมือไม้ที่เป็นทั้งนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพราะฉะนั้นตราบใดที่นโยบายยังไม่เสร็จ ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะส่งใครลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อนโยบายเสร็จแล้วเราก็จะหาคนที่มีฝีมือที่จะขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นจริงได้มาลง" แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยกล่าว
 
             แต่ในเบื้องต้น เนื่องจากปัญหากทม.ยังวนเวียนอยู่ที่ปัญหาการจราจร ปัญหาน้ำท่วมที่ชาวกทม.ยังขวัญผวากับเหตุการณ์ปีที่แล้ว จึงทำให้มีการพูดถึงคุณสมบัติของคนที่จะมาลงสมัครว่าควรจะต้องเป็น "วิศวกร" จึงเป็นที่มาที่ทำให้ชื่อ "ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" รมช.คมนาคม ปรากฏขึ้นมา ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวก็ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการทำงานในตำแหน่งเดิมมากกว่า
 
             สำหรับเกม "นโยบายนำผู้สมัคร" ของทักษิณนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพฤติกรรมการเลือกตั้งของคน กทม. แตกต่างจากกับคนต่างจังหวัดซึ่งเป็นเสียงสนับสนุนหลักให้พรรคของทักษิณกำชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่มาทุกครั้งตั้งแต่ปี 2544
 
             แน่นอนว่าการใช้ "นโยบายนำผู้สมัคร" ของทักษิณนี้ มีเป้าหมายเพื่อลดความเข้มข้นของภาพการแบ่งขั้วการเมืองระดับชาติให้เจือจางลงด้วย เพราะทักษิณย่อมรู้ดีว่า ตราบใดที่คน กทม.ยังตัดสินใจเลือกผู้สมัครโดยอิงจากกระแสการเมืองระดับชาติ ตราบนั้นเพื่อไทยก็จะเสียเปรียบประชาธิปัตย์อยู่ร่ำไป
 
             สำหรับชื่อที่เป็น "ตัวเลือก" ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคเพื่อไทย คือ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" รมว.วิทยาศาสตร์ฯ และ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ รมว.คลัง , "เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" ผบ.ตร.
 
             ในส่วน "กิตติรัตน์" นั้น ชัดเจนว่าเหตุผลเบื้องหลังการพยายาม "ผลัก" ให้เขาไปลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เพราะต้องการ "ปรับ" ให้พ้นจากตำแหน่งใน ครม.ตามความต้องการของนายใหญ่ และผู้ใกล้ชิด ที่ไม่ปลื้มผลงาน ซึ่งสวนทางกับ "นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่ขัดขวางการปรับ "กิตติรัตน์" ออก เกมนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
 
             ที่สำคัญ "กิตติรัตน์" ก็ย่อมรู้ดีว่า โอกาสที่เขาจะชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นั้น แทบจะเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะหลังเกิดกรณีดัง "โกหกสีขาว" เช่นเดียวกับ "ปลอดประสพ" ที่หากถูกส่งลงชิงผู้ว่าฯ กทม. ก็เท่ากับต้องการ "ปลด" เขาออกจากตำแหน่งเช่นกัน
 
             ส่วน "เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์" ผบ.ตร.นั้น หากส่งลงชิง ยิ่งจะทำให้ภาพการต่อสู้ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ของ 2 ขั้วอย่างชัดเจน เพราะ "เพรียวพันธ์" คือพี่ชายอดีตภรรยาของ "ทักษิณ" ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย
 
             แต่สุดท้ายก็เชื่อว่าต้องรอให้ "ทักษิณ" เป็นผู้เคาะโดยพิจารณาจาก "นโยบายของพรรคและคู่แข่ง" ก่อนตัดสินใจ
 
             ขณะที่ฟากฝั่งประชาธิปัตย์ ในห้วงที่ทางพรรคยังไม่ประกาศความชัดเจน ก็มีกระแสข่าวว่าคนในพรรคส่วนหนึ่งต้องการให้ "กรณ์ จาติกวณิช" รองหัวหน้าพรรคในส่วนของ กทม.ลงสมัคร ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเทียบฟอร์มระหว่างกรณ์ กับ "สุขุมพันธุ์" แล้ว "กรณ์" น่าจะดูดีกว่า
 
             แต่จากการสอบถามเรื่องนี้กับ "กรณ์" ล่าสุด เขายังยืนยันคำเดิมคือ "ผมได้ตัดสินใจตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วที่พรรคพิจารณาเรื่องนี้ว่า ผมอยากทำงานระดับนโยบาย ผมจึงได้ลงสมัคร ส.ส. ผมตัดสินใจแล้วว่าจะทำหน้าที่ตรงนี้ และผมก็พร้อมสนับสนุนผู้ว่าฯ และผู้สมัครของพรรค ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม"
 
             แต่เมื่อถามว่า "สรุปว่าคุณกรณ์ไม่ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. แน่นอนใช่ไหม" กรณ์ไม่ตอบคำถามนี้ โดยบอกเพียงว่า "ขอให้เขียนตามที่ผมพูดละกัน"
 
             แต่ทั้งหมดนี้คนในพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า "ยังไม่จำเป็นที่เราจะเปิดตัวผู้สมัครในตอนนี้...ยังมีเวลา"
 
             สรุปแล้ว "ประชาธิปัตย์" ยัง "กั๊ก" ที่จะเปิดตัวผู้สมัคร เพื่อให้ "เพื่อไทย" เดินเกมได้ลำบากยิ่งขึ้น !!

............

(หมายเหตุ : 'พท.'ใช้นโยบายกินได้ซื้อใจคนกรุง : ขยายปมร้อน โดยสมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์)