
แก่งเสื้อเต้นไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
แก่งเสื้อเต้นไม่ใช่คำตอบสุดท้าย : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ.2555
แทบจะเรียกได้ว่าทุกครั้งที่เกิดอุทกภัยขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำยมซึ่งกินอาณาบริเวณตั้งแต่ จ.แพร่ สุโขทัย และพิจิตร จะมีเสียงเรียกร้องตามมาจากฝ่ายการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นขึ้นไปจนถึงระดับชาติ สนับสนุนให้รื้อฟื้นโครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นขึ้นที่บริเวณ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าหากสามารถกั้นน้ำยมและแม่น้ำวางที่มาบรรจบกันได้แล้ว จะสามารถหยุดยั้งภัยพิบัติอย่างที่กำลังเกิดขึ้นที่ จ.สุโขทัยขณะนี้ได้ โดยเฉพาะมีผลการศึกษาพบว่า ระหว่างปี 2545-2551 อุทกภัยบริเวณลุ่มแม่น้ำยมก่อให้เกิดความเสียหายไปแล้วถึง 1.5 แสนล้านบาท
แม้ว่าที่ผ่านมาโครงการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2523 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งได้โอนโครงการให้กรมชลประทานในอีก 9 ปีถัดมา จะถูกคัดค้านอย่างหนักทั้งประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะชาวบ้าน ต.สะเอียบ ภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ด้วยเห็นว่าศักยภาพในการป้องกันอุทกภัยจะไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรป่าไม้ที่ต้องสูญเสียไป แต่คราวนี้ดูเหมือนว่า ผู้สนับสนุนโครงการจะเสียงดังและมีเหตุผลหนักแน่นมากขึ้น ด้วยสภาพตัวเมืองสุโขทัยขณะนี้ เปรียบเสมือนใบเสร็จที่จะหยิบยกเอามากล่าวอ้างสร้างความชอบธรรมเพื่อให้โครงการที่ถูกดองมานานถึง 32 ปีได้ถือกำเนิดขึ้น
อย่างไรก็ตามสำหรับเสียงของผู้คัดค้านนั้นนอกจากจะยืนยันด้วยเหตุผลเดิม 2-3 ประการแล้ว สำหรับอุทกภัยที่ จ.สุโขทัยคราวนี้ ผู้คัดค้านพยายามอ้างอิงจากปริมาณน้ำฝนเพื่อชี้ให้เห็นว่า ปริมาณน้ำจำนวนมากที่เข้าโจมตีตัวเมืองนั้น หาได้มาจากป่าต้นทางของลำน้ำยมไม่ ขณะเดียวกัน ก็มีข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธก็คือ ขณะนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ต้นน้ำภาคเหนือ อย่างเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์อยู่ที่ระดับ 54 และ 62% ตามลำดับ อันแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว เมื่อเกิดฝนหนักขึ้นแต่ละคราว ก็หาใช่ว่า จะมีใครไปเนรมิตให้ฝนตกเหนือเขื่อนได้เสมอ ทั้งเขื่อนจะสามารถรองรับน้ำเอาไว้ได้ทั้งหมด หากแต่เพียงได้ทำหน้าที่แบ่งเบาและกักเก็บเท่านั้น
เมื่อมีตัวเลขชี้ชัดว่าปริมาณน้ำฝนในลุ่มน้ำยมไม่ได้มากไปกว่าที่อื่นอย่างที่กำลังกล่าวอ้างกัน ก็เท่ากับว่า เมื่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นขึ้นมาก็จะสามารถรองรับได้ตามอัตราส่วนดังเช่นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสริกิติ์กักเก็บเอาไว้ในตอนนี้ ซึ่งก็คือเก็บ "บางส่วน" ของฝนที่ตกลงมาเท่านั้น ดังนั้นเมื่อนำไปเทียบเพื่อหาความคุ้มค่าของเขื่อนแล้ว ก็น่าจะพยากรณ์ได้ว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นจะไม่สามารถป้องกันอุทกภัยได้จริงอย่างที่คาดการณ์กัน
แต่ถึงกระนั้นนอกจากเรื่องการสร้างเขื่อนแก่งเสื้อเต้นแล้ว กลุ่มผู้คัดค้านยังได้เสนอทางเลือกอื่นเอาไว้ด้วย อย่างเช่น โครงการพัฒนาลุ่มน้ำยม ซึ่งจะมีฝาย และอ่างเก็บน้ำเล็กๆ ขึ้นมาแทนเขื่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรระรับฟังและหยิบยกขึ้นมาพิจารณาต่อไป เพราะนอกจากจะมีแรงสนับสนุนมากพอแล้วยังไม่ต้องเสี่ยงเอาทรัพยากรล้ำค่ากับเงินมหาศาลไปแลกกับความสูญเปล่าที่เกิดจากการสร้างเขื่อนใหญ่แต่ใช้งานไม่ได้เต็มร้อยตามเป้าประสงค์



