
ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา
ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา: บทบรรณาธิการประจำวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2555
"เสรีภาพในการแสดงออก" โดยปราศจากความรับผิดชอบจนเป็นแหล่งบ่มเพาะลัทธิความเกลียดชังและการลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาได้กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง เมื่อเป็นชนวนเหตุรุนแรงในประเทศตะวันออกกลางอย่างน้อย 3 ประเทศที่สหรัฐมีบทบาทสำคัญยิ่งในการใช้กำลังล้มล้างรัฐบาลที่ทำเนียบขาวประณามว่าเป็นเผด็จการ เป็นศัตรูกับประชาธิปไตยและสนับสนุนการก่อการร้าย เมื่อกลุ่มติดอาวุธอันซาร์ อัน ชาเรีย ซึ่งเป็นกลุ่มสุดโต่งในลิเบีย ได้ยิงจรวดถล่มสถานกงสุลในเมืองเบงกาซี อดีตศูนย์กลางการลุกฮือปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี เมื่อปีที่แล้ว เป็นเหตุให้นักการทูตอเมริกัน 4 คนเสียชีวิต รวมทั้งนายคริสโตเฟอร์ สตีเวนส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำลิเบีย ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้แค่ 6 เดือนเท่านั้น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ชาวอเมริกันกำลังจัดพิธีรำลึก 11 ปีของการถล่มอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 และมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากผู้ประท้วงชาวอียิปต์หลายพันคนเดินขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐประจำกรุงไคโร ระหว่างนั้นผู้ประท้วงหลายสิบคนได้ปีนข้ามกำแพงขึ้นไปปลดธงชาติสหรัฐลงมาจากยอดเสา จากนั้นก็ฉีกกระชากแล้วเผาทิ้งพร้อมตะโกนคำขวัญประณามสหรัฐ ตามด้วยการชักธงสีดำขึ้นสู่ยอดเสาแทน โดยบนธงมีข้อความสรรเสริญพระอัลเลาะห์และนบีมูฮัมหมัด
ความรุนแรงในอียิปต์กับลิเบียและอาจจะลามไปถึงอัฟกานิสถานหากรัฐบาลไม่ไหวทัน รีบสั่งแบนเว็บไซต์ยูทูบเพื่อขัดขวางไม่ให้ประชาชนเข้าชมภาพยนตร์ตัวอย่างเรื่อง "อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิม" กำกับโดยผู้กำกับสมัครเล่นชาวอิสราเอลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีเนื้อหาดูหมิ่นศาสดาศาสนาอิสลาม โดยในตัวอย่างภาพยนตร์ความยาว 13 นาทีที่เผยแพร่ในยูทูบ ทั้งต้นฉบับภาษาอังกฤษและที่พากย์เสียงภาษาอาหรับได้วิจารณ์ศาสนาอิสลามว่าเป็น “มะเร็งร้าย" หนำซ้ำยังแสดงภาพของศาสดาของศาสนาที่หลับนอนกับผู้หญิงหลายคน นอกเหนือจากพูดถึงการสังหารเด็ก รวมทั้งบอกว่า “ลาคือสัตว์มุสลิมตัวแรก”
เราขอประณามทั้งผู้สร้างและผู้เผยแพร่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งมีเจตนาจะลบหลู่ศาสนาอิสลาม กระตุ้นความเกลียดชัง รวมทั้งประณามกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงตอบโต้ เพราะมีแต่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเหมือนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาที่มีชาวอัฟกันต้องสังเวยชีวิตกว่า 40 คนในเหตุจลาจลประท้วงทหารสหรัฐที่เผาสำเนาพระคัมภีร์อัลกุรอานในฐานทัพแห่งหนึ่ง หรือก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2548 เคยเกิดกรณีหนังสือพิมพ์เดนมาร์กตีพิมพ์การ์ตูนหมิ่นศาสดาของศาสนาอิสลามก่อนจะนำมาตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งเมื่อกลางปีที่แล้ว ปลุกกระแสการต่อต้านไปทั่วโลก ถึงขั้นเผาสถานทูตหลายแห่ง
เรายืนยันว่าแม้เสรีภาพในการแสดงความเห็นจะเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย แต่จะต้องควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่ควรนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเผยแพร่สื่อที่มีเจตนาจะยั่วยุและสร้างความเกลียดชังไปทั่วดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้



