
คนยุติธรรมฮึดสู้เพื่อความ'ยุติธรรม'
คนยุติธรรมฮึดสู้เพื่อความ'ยุติธรรม' : ขยายปมร้อนโดยปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย
เป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่องสำหรับปมย้าย "พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มาเป็น "รองปลัดกระทรวงยุติธรรม" ทั้งที่กำลังมีผลงานเด่นชัดเรื่องการปราบโกง ทำรัฐบาลเสียรังวัด เพราะเดินหน้าประกาศนโยบายปราบทุจริต แต่จู่ๆ กลับเปลี่ยนขุนศึกปราบโกงกลางคัน หลังจากตรวจสอบคดีเรื่องไหนส่วนใหญ่พบโยงเครือข่ายคนของรัฐบาล
หากจะไล่เรียงผลงานการทำคดีรอบ 1 ปีที่เขย่าเก้าอี้ "เลขาธิการ.ป.ป.ท." ได้แก่ คดีโกงภาษี, คดีบุกรุกทำลายทรัพยากร และคดีฉ้อโกงธนาคาร ซึ่งแต่ละคดีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท หากหยุด “ดุษฎี” ไม่ได้ กลุ่มผลประโยชน์จะกระเป๋าสตางค์แฟบลงหมื่นล้านบาททันทีด้วยเช่นกัน
จึงมีการเจรจาทางลับเพื่อย้ายสับเปลี่ยน เขี่ยขวากหนามไปให้พ้นทาง แต่การย้ายครั้งนี้กลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะไม่ใช่แค่ย้าย “ดุษฎี” แต่นัยหมายถึงการเปลี่ยนตัว "ผู้นำหน่วยงานปราบทุจริต"
หากมองย้อนประวัติการทำงานของ "ดุษฎี" เขาบอกว่าชินกับการถูกย้ายปีเว้นปี เพราะหลังปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ก็โดนเด้งจาก "ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและการตรวจสอบ ดีเอสไอ" จากที่เคยคุมเครื่องมือพิเศษ ต้องระเห็จไปทำงานใน "กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ"
ต่อมายุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแสดงออกชัดเจนว่าต้องจัดแถวดีเอสไอใหม่ยกแผง แต่ครั้งนั้น "พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค" นั่งเก้าอี้ รมว.ยุติธรรม เลือกที่จะใช้งาน "ดุษฎี" แม้ชื่อจะถูกดีดพ้นจาก "รองอธิบดีดีเอสไอ" แต่ก็ได้ขยับขึ้นเป็นซี 10 ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม
ประสบการณ์โดนเด้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยมีกระแสสังคมออกมาปกป้อง "ดุษฎี" เพราะถูกจัดกลุ่มเป็นองค์ประกอบของรัฐตำรวจ แต่โยกย้ายรอบนี้เกิดกระแสตีกลับ "ดุษฎี" คนเดิมเริ่มมีต้นทุนทางสังคม เป็นผลมาจากการบุกตะลุยปราบทุจริต ชนิดฟันไม่เลือกข้าง โดยเฉพาะขบวนการ “โคตรรวย โคตรโกง” นำเข้ารถยนต์หรูหลบเลี่ยงภาษี ที่โกยคะแนนนิยมไปเต็มๆ
ตามติดมาด้วยการไล่เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกมาโดยมิชอบ ไม่ยอมปล่อยให้คนรวย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ได้ที่ดินชมวิวยอดดอย ริมชายหาดไปฟรีๆ ขณะที่คนจนต้องติดคุกติดตะรางในคดีบุกรุกป่า เพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ
แม้ย้ายรอบนี้ “ดุษฎี” จะขาลอยไม่มีฐานการเมือง แต่มีองค์กรภาคีต้านทุจริตเป็นพวก มีสื่อมวลชนติดตามทำข่าว จนทำให้ได้ใจเพื่อนข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม ส่งผลให้มีความเคลื่อนไหวต่อเนื่องทั้งบนดินและใต้ดิน
หลังจาก "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" รมว.ยุติธรรม ไปตรวจราชการ ป.ป.ท.หวังสยบกระแสแต่งดำประท้วง ลือกันสะพัดว่าคล้อยหลังรัฐมนตรีเพียง 2 ชั่วโมง มีหนังสือ 3 หน้ากระดาษแบบฟอร์มเป็นหนังสือบันทึกข้อความ "เตรียมลงเลข ยธ…/…" ส่งไปถึงห้องทำงาน "เลขาฯ ป.ป.ท."
เอกสารแผ่นแรกมีใจความเสนอให้ "ดุษฎี" เสนอแต่งตั้ง "พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข" รองอธิบดีดีเอสไอ มารักษาการราชแทนเลขาธิการ ป.ป.ท. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เพื่อสามารถขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนเอกสารแผ่นที่ 2 และ 3 เป็นการเตรียมร่างคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ท. รอเพียงการลงวันที่ พร้อมกับให้รัฐมนตรีเซ็นชื่อกำกับเท่านั้น
เมื่อ "ดุษฎี" ไม่ยอมทำตามฝ่ายการเมือง โดยปฏิเสธไม่เสนอแต่งตั้งคนนอกหน่วย ป.ป.ท.มารักษาราชการแทนเช้าวันจันทร์ที่ 10 กันยายน มีข่าวฝ่ายการเมืองขอให้ "ดุษฎี" ตั้งโต๊ะแถลงข่าวยืนยันว่า การโยกย้ายครั้งนี้ไม่ได้ถูกบีบบังคับหรือถูกรังแกโดยการเมือง
และ "ดุษฎี" ไม่วายทิ้งท้ายต่อว่า "ผู้ที่จะเข้ามารับหน้าที่เป็นเลขาธิการ ป.ป.ท.คนใหม่ หากไม่ใช่คนใน ป.ป.ท.ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจงได้ว่ามีข้อดีหรือข้อเด่นตรงจุดใด แต่ที่สำคัญต้องมีความรู้และความซื่อสัตย์เป็นหลัก"
ขณะเดียวกันก็มีสำเนาเอกสารลับ 3 หน้ากระดาษ ที่ยังไม่มีใครเซ็นลงนาม ถูกนำมาเหน็บไว้ที่หน้าห้องผู้สื่อข่าวกระทรวงยุติธรรม นำไปสู่การตั้งคำถาม "รัฐมนตรีประชา" ที่เปิดแถลงข่าวในวันเดียวกัน แต่ก็ชี้แจงเพียงว่า "ไม่ใช่เอกสารของผม ไม่มีสัญลักษณ์กระทรวง"
เพราะถ้ามีการลงนามในเอกสารดังกล่าว อนาคตของ "รัฐมนตรีประชา" ก็คงไม่แคล้วเป็นเหมือน "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ต้องไปต่อสู้เพื่อให้หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการ ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
หลังเรื่องราวส่อเค้าบานปลาย ฝ่ายการเมืองจึงโยนเผือกร้อนเรื่องการแต่งตั้ง "เลขาธิการ ป.ป.ท." คนใหม่ให้คณะกรรมการที่มี "กิตติพงษ์ กิตยารักษ์" ปลัดกระทรวง เป็นประธานรับช่วงต่อไปดำเนินการตามขั้นตอน
เพราะนอกจากบันทึกข้อความ 3 ฉบับเทียบเท่า "ใบเสร็จ" ที่ไล่บี้อีกฝ่ายให้ล่าถอยแล้ว ยังมี "ประยงค์ ปรียาจิตต์" รองเลขาธิการ ป.ป.ท.ดับเครื่องชนโดยขอให้คณะกรรมการบันทึกในรายงานการประชุมว่า การพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการ ป.ป.ท.ต้องถูกต้องและโปร่งใส คนที่จะมาดำรงตำแหน่งต้องถูกตรวจสอบประวัติว่าเคยถูกตั้งกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยหรือไม่ เพราะหน่วย ป.ป.ท.ทำหน้าที่ตรวจสอบทุจริต
เรื่องอื้อฉาวอย่างนี้ เคยถูกสื่อมวลชนตั้งคำถามกลางวงแถลงข่าวของ "รัฐมนตรีประชา" ถึงกรณีการตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องการเบิกเงินค่าเช่ารถยนต์ไม่ชอบของตัวเก็งรายหนึ่งมาแล้ว
เจอเข้าไม้นี้ผู้แทน ก.พ.ซึ่งร่วมเป็นกรรมการสรรหาจึงตัดบทเสนอให้ "ปลัดกระทรวง" นั่ง "รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ท." เพราะขืนปล่อยให้ "รองอธิบดี" ไม่ว่ากรมไหนมารักษาการอาจเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะการสรรหาครั้งนี้เปิดกว้างให้รองอธิบดีระดับ 9 ทุกกรมเข้าสมัครแสดงวิสัยทัศน์
การออกมาประกาศว่าไม่ยอมให้การเมืองเข้ามาล้วงลูก ป.ป.ท. ซึ่งได้รับงบประมาณปีละ 200 ล้านบาท ได้จุดประกายให้ข้าราชการดีเอสไอออกมาฮึดสู้บ้าง หลังการเมืองส่งตั๋วประกบจองเก้าอี้ ผบ.สำนักคดี "7 ที่นั่ง" ซึ่งผู้มีชื่อเข้าชิงอ่อนอาวุโส แต่โดดเด่นจากการเป็นทีมงานหน้าห้องรัฐมนตรี ล่าสุดแว่วว่า "ข้าราชการกรมราชทัณฑ์" ก็เริ่มรวมตัว ก่อหวอดกันบ้างแล้ว
นี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกระทรวงแห่งนี้ เป็นการผนึกกำลังเรียกร้องความยุติธรรมในกระทรวง “ยุติธรรม”
-------------
(หมายเหตุ : คนยุติธรรมฮึดสู้เพื่อความ'ยุติธรรม' : ขยายปมร้อนโดยปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย)



