
รับมือให้เหมาะกับเหตุ
รับมือให้เหมาะกับเหตุ :บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555
ถึงแม้ว่าการทดสอบระบบการระบายน้ำเพื่อรับมือกับอุทกภัย โดยเฉพาะคูคลองรองรับน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก โดยคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ต้องหยุดลงกลางคันขณะกำลังจะทดสอบเป็นวันที่สอง เพราะภาวะฝนตกหนักชนิดข้ามวันข้ามคืน จนเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ แต่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นปรากฏการณ์บางอย่าง ซึ่งหาได้เกี่ยวข้องกับการทดสอบระบบอันใดไม่ หากแต่สะท้อนให้เป็นที่ประจักษ์ว่า แท้ที่จริงแล้ว กรุงเทพมหานคร (กทม.) และรัฐบาล ควรเอาใจใส่เรื่องภาวะน้ำท่วมขัง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าน้ำท่วมที่จะเกิดจากน้ำล้นตลิ่ง ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าวมานี้ จะหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น หากว่าการเตรียมความพร้อมรับมือเอาไว้ไม่ดีพอ
ปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพเกิดขึ้นได้เสมอๆ เมื่อเกิดภาวะฝนตกหนัก บางพื้นที่ฝนตกแค่ซู่เดียวก็ท่วมแล้ว ทั้งนี้ขึ้นกับประสิทธิภาพการบริหารงาน กทม.เอง ทั้งเรื่องการขุดลอกคูคลองระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำที่เป็นเครื่องยนต์และเดินด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเท่ากับว่า ถ้าหาก กทม.สามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที หรือว่ามีมาตรการป้องกันเอาไว้อย่างแน่นหนา ปัญหาย่อมจะไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นบ้างก็เพียงเล็กน้อย แต่สภาพน้ำท่วมบนถนนเกษตรนวมินทร์ พหลโยธิน และงามวงศ์วาน เมื่อค่ำวันที่ 6 ต่อเช้ามืดวันที่ 7 กันยายนนั้น ย่อมทำให้หลายฝ่ายมีคำถามว่า กทม.เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมขังอย่างไร นี่ถ้าหากน้ำเหนือหลาก และเกิดเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งจะไม่ยิ่งเลวร้ายกว่าพื้นที่อื่นๆ หรอกละหรือ
เหตุการณ์น้ำท่วมอันเกิดจากน้ำล้นตลิ่งดูเหมือนว่า กทม.เองจะเป็นโมเดลให้หลายจังหวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยานำรูปแบบการสร้างแนวป้องกันหรือเขื่อนริมตลิ่งเอาไปใช้ จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขื่อนคอนกรีตสามารถปกป้องพื้นที่ กทม.ในแนวป้องกันรอดจากน้ำท่วมเอาไว้ หมายความว่า แม้ระดับน้ำเหนือจะมีมากเท่ากับปีก่อนถึงประมาณ 1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ก็สามารถระบายลงทะเลได้โดยไม่เอ่อล้นตลิ่ง หากแต่จุดเปราะบางก็คือ พื้นที่นอกแนวป้องกัน โดยที่ทางทิศเหนือซึ่งไม่มีแนวป้องกันใดๆ ทั้งแนวป้องกันทางธรรมชาติ เช่น แนวคลองในทิศทางขวาง หรือแนวป้องกันคอนกรีต เช่นนี้แล้ว เมื่อเกิดน้ำเหนือหลาก วิธีการป้องกันจะต้องแตกต่างออกไป การระบายน้ำผ่านคูคลองต่างๆ ของกรุงเทพฯ ทั้งทิศตะวันตกและตะวันออกจึงถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็ยังมีคำถามคาใจว่า ถ้าหากต้องระบายน้ำถึงวินาทีละนับพันลูกบาศก์เมตร ไม่ใช่ระดับหลักสิบลูกบาศก์เมตรอย่างที่ทดลองกันแล้ว กทม.และรัฐบาลจะเอาอยู่หรือ
นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตด้วยว่าบรรดากระสอบทราย บิ๊กแบ็ก และเครื่องมือต่อสู้น้ำท่วมทั้งหลายที่ถูกทิ้งเอาไว้เกลื่อนกลาดเมื่อปีก่อน กำลังจะเป็นอุปสรรคใหญ่ของการระบายน้ำหรือไม่ เพราะตัวอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ก็คือ พอฝนตกก็เกิดน้ำท่วมขังทันที โดยเฉพาะในย่านชุมชนทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ทั้งปทุมธานีและนนทบุรี ซึ่งมีผู้คนพักอาศัยกันอย่างหนาแน่นกำลังเผชิญกับประสบการณ์ใหม่ เหล่านี้ล้วนคือปัญหาของรายละเอียดที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไขไปพร้อมกับการตรวจสอบคูคลองระบายน้ำ เพื่อรับมือกับน้ำเหนือหลากหรือน้ำล้นตลิ่ง แม้มีแนวโน้มว่าจะไม่เกิดน้ำท่วมขึ้นในปีนี้ก็ตาม



