
'สภาสันติภาพ'ก้าวใหม่ของสันติภาพและการปรองดอง
'สภาสันติภาพ'ก้าวใหม่ของสันติภาพและการปรองดอง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2555
ท่ามกลางความขัดแย้งและความตึงเครียดในหลายพื้นที่ในทวีปเอเชีย หนำซ้ำในบางพื้นที่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานมีโอกาสจะบานปลายกลายเป็นการเผชิญหน้าโดยตรง โดยมีประเทศที่สามจ้องตาเป็นมันอยู่ข้างๆ อาทิ การอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้ หรือปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ระหว่างนี้ ก็ปรากฏข่าวสร้างสรรค์ดีๆ ที่น่าชื่นชมยิ่ง ซึ่งช่วยจุดประกายความหวังใหม่ว่าปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ในทวีปนี้สามารถคลี่คลายได้โดยสันติวิธี โดยไม่ต้องมีกระบวนการทางการเมืองให้ยุ่งยาก
ข่าวดีที่ว่านี้ก็คือกรณีนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะกรรมการมูลนิธิสถาบันการต่างประเทศสราญรมย์ ได้เชิญอดีตผู้นำประเทศ รวมทั้งนักวิชาการและผู้มีบทบาทสำคัญด้านการกำหนดนโยบายสาธารณะระหว่างประเทศรวม 15 คน แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญในกระบวนการสร้างสันติภาพ อีกทั้งมีเครือข่ายกว้างใหญ่มหาศาล มาประชุมเพื่อร่วมเตรียมการจัดตั้งสภาสันติภาพและการปรองดองแห่งเอเชีย (เอพีอาร์ซี) โดยมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเทพฯ
หลักการสำคัญของเอพีอาร์ซี คือเป็นองค์กรถาวรที่ไม่แสวงหากำไร แต่ก็ไม่ใช่เอ็นจีโอ และไม่ใช่องค์กรของรัฐ เพราะนอกจากจะมีจุดยืนอันแน่วแน่ว่าจะไม่รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลใดๆ แล้วยังจะลอยตัวอยู่เหนือรัฐบาลทุกรัฐบาล เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และป้องกันการถูกแทรกแซง ระหว่างที่ยื่นมือเข้าไปแก้ไขข้อขัดแย้งต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากการร้องขอหรือแม้ไม่ได้มีการร้องขอ แต่ถ้าเอพีอาร์ซีเห็นว่าสามารถช่วยได้ก็จะช่วย
เราเชื่อว่าสถานการณ์ตึงเครียดในหลายๆ ภูมิภาคนี้ยืดเยื้อมานานเป็นเพราะรัฐบาลหรือคู่กรณีต่างไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เนื่องจากต่างมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ ดังนั้นหากมีองค์กรที่เป็นกลางและปลอดจากการแทรกแซงจากภาครัฐเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในฐานะคนกลางที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาต่างๆ ด้วยการโน้มน้าวใจให้คู่กรณีพร้อมจะเจรจากันโดยตรง ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยลดความขัดแย้งลง
โดยเฉพาะในกรณีของเอพีอาร์ซีซึ่งมีจุดแข็งตรงที่สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งทุกคนล้วนแต่มีเครือข่ายอันกว้างขวางทั้งในประเทศและนอกประเทศ ทำให้องค์กรนี้มีวิธีการทำงานที่แตกต่างไปจากองค์กรอื่นๆ เพราะจะอาศัยจุดแข็งดังกล่าวมาช่วยประสานให้กลุ่มต่างๆ ที่ไม่ลงรอยกัน และไม่เคยพูดจากัน สามารถใช้ช่องทางการทูตแบบไม่เป็นข่าวในการสื่อสารกันโดยตรง จนนำมาซึ่งฉันทามติร่วมกัน
หลายคนอาจจะกังวลว่า เอพีอาร์ซีจะสามารถทำได้ตามที่คุยหรือไม่ว่าจะเป็นตัวเร่งกระบวนการส่งเสริมสันติภาพและการปรองดอง ในฐานะที่สันติภาพเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนา แต่อย่างน้อยการมีหลักการที่ดีก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ส่วนจะสำเร็จหรือไม่และมากน้อยเพียงใดกาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด



