
ปมชี้'พรบ.กลาโหม'เขตกองทัพปลอดการเมือง
ศึกกลาโหมปมชี้'พรบ.กลาโหม' เขตกองทัพปลอดการเมืองแทรกแซง : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
การเซ็นคำสั่งของ "พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต" รมว.กลาโหม ที่เด้ง 3 นายพลกระทรวงกลาโหม "พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์" ปลัดกระทรวง "พล.อ.ชาตรี ทัตติ" รองปลัด เเละ "พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์" เจ้ากรมเสมียนตรา ไปช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ดูจะเห็นหนังยาวให้ส่งผลให้ "สุกำพล" ต้องกลับมาคิดหนักซะแล้ว
โดยเฉพาะ "พล.อ.เสถียร" คงไม่ใช่ "หมู" ที่จะยอมให้ "เชือด" ง่ายๆ เหมือนลูกน้องคนอื่นๆ
ดูจากปฏิบัติการแอบย่องไปยื่นหนังสือต่อศาลปกครอง เพื่อเรียกร้องขอความยุติธรรมกับศาลปกครองในฐานะข้าราชการประจำถูกกลั่นแกล้งจากนักการเมือง
ถือเป็นการ "สวนหมัด" ชนิดไม่เกรงกลัว เพราะถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นใน "กระทรวงกลาโหม" เหมือนกับพฤติกรรมของ "รมว.กลาโหม" ที่เซ็นคำสั่งโอนให้ "3 นายพล" ไปช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 40 ปีเช่นกัน
ศึกงัดข้อระหว่าง "ปลัดกระทรวงกับรมว.กลาโหม" ในครั้งนี้ยังเป็นการพิสูจน์ "พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551" จะคุ้มครอง "ข้าราชการ" ให้รอดพ้นเงื้อมมือ "นักการเมือง" ได้จริงหรือไม่
เพราะวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.กลาโหม ซึ่งเป็นผลิตผลของรัฐบาล คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) สมัยที่ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” เป็นนายกรัฐมนตรี ร่างขึ้นมาเพื่อป้องกันการล้วงลูกจากฝ่ายการเมือง
และต้องการถ่วงดุลอำนาจฝ่ายการเมืองในการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับสูง ที่สำคัญต้องการให้กองทัพเป็นเขตปลอดการเมืองแทรกแซง เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศ
การตราพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้นำ “จุดอ่อน” ของกองทัพในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มาแก้ไข เพราะขณะนั้นพรรคไทยรักไทยมีเสียงในสภาเกินกว่าครึ่ง การบริหารงานทั้งด้านบริหารและนิติบัญญัติจึงเบ็ดเสร็จ
การแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม ก็มีข้อจำกัดจะต้องผ่านที่ประชุม “สภากลาโหม” ก่อน ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็น "ข้าราชการ" คงไม่มีข้าราชการคนไหนยอมเปิดช่องให้ "การเมือง" เข้ามาล้วงลูก ขณะที่การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงก็ต้องผ่าน "คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร" ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นข้าราชการเช่นกัน
ในทางกลับกันหากการเมืองคิดจะแก้เกมก็ต้องหาวิธีโดยโยกข้าราชการที่ "สั่งได้" มานั่งร่วมอยู่ใน "คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร" เพื่อรับนโยบายแทน
ดังนั้นการสั่งให้ "พล.อ.เสถียร" ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นหนึ่งใน "คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร" ตามโครงสร้างของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ไปช่วยราชการที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมจะเป็นอีกหนึ่งวิธีไม่ให้ทำหน้าที่ร่วมพิจารณาการโยกย้ายนายทหารครั้งนี้หรือไม่
ที่สำคัญการกระทำของ "พล.อ.อ.สุกำพล" อาจเสี่ยงต่อกรณีเป็นการขัดขวางการทำหน้าที่ "ปลัดกระทรวงกลาโหม" เพื่อทำหน้าที่ในการเข้าร่วมประชุมกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารและอาจถูกฟ้อง ตามมาตรา 157 ก็เป็นได้
เพราะการพิจารณาบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปีต้องทำในรูปของ "คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร" เมื่อให้ "ปลัดกระทรวง" ย้ายไปช่วยงานที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมชั่วคราว การต้องทำหน้าที่ "ปลัดกระทรวง" ที่ต้องร่วมเป็น "คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร" โดยตำแหน่งยังต้องคงอยู่หรือไม่
ส่วน "พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์" รองปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะ "รักษาการปลัดกระทรวงกลาโหม" จะสามารถทำหน้าที่ "ปลัดกระทรวงกลาโหม" แทนได้หรือไม่ในทางกฎหมายยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้?
แต่น่าสนใจตรงที่ "ศาลปกครอง" ได้ส่งหนังสือเชิญให้ "พล.อ.อ.สุกำพล" ไปชี้แจงเกี่ยวกับคำสั่งย้าย 2 นายพล "พล.อ.เสถียร-พล.อ.ชาตรี" ในวันที่ 5 กันยายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ "พล.อ.อ.สุกำพล" ได้นัด "ผบ.เหล่าทัพ" ประชุมคณะกรรมการพิจารณาปรับย้ายนายทหาร เพื่อหารือเกี่ยวกับบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี
โดยมีรายงานว่า "พล.อ.อ.สุกำพล" จะมอบให้ "นายทหารจากกรมพระธรรมนูญ" ไปชี้แจงแทน จึงต้องดูว่าถ้าในคำร้องเป็นการฟ้อง "ตัวบุคคล" ก็ต้องเดินทางไปชี้แจงเอง หากไม่ไปอาจถือเป็นเจตนาสละสิทธิ์ชี้แจงหรือไม่
หาก "ศาลปกครอง" มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยให้ 2 นายพล กลับไปปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิมจะส่งผลต่อการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชุดที่ "พล.อ.อ.สุกำพล" เรียกประชุมหรือไม่อย่างไร
เป็นคำถามที่กำลังรอคำตอบ?
อย่างน้อยการยื่นฟ้องต่อ "ศาลปกครอง" ของ "พล.อ.เสถียร" ก็จะทำให้ข้าราชการ(ทหาร)รู้ว่าพ.ร.บ.กลาโหมช่วยให้กองทัพเป็นเขตปลอดการเมืองแทรกแซงได้หรือไม่
และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในอนาคตว่ามี “กฎหมายแรง” ให้อำนาจข้าราชการปฏิบัติงานได้เต็มที่ชนิดไม่ต้องกลัวเกรง “ฝ่ายการเมือง”
......
(หมายเหตุ : ศึกกลาโหมปมชี้'พรบ.กลาโหม' เขตกองทัพปลอดการเมืองแทรกแซง : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



