
จับ...ปรับกับความปลอดภัยทางถนน?
จับ...ปรับกับความปลอดภัยทางถนน?: โลกตำรวจโดยปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]
การเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนสร้างความตื่นตัวให้แก่องค์กรหลายๆ แห่ง โดยมุ่งเป้าหมายในเรื่องการเจริญเติบโตและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมของเหล่าบรรดาเพื่อนบ้านที่จะเดินทางสัญจร ติดต่อเกี่ยวข้องกับคนไทยมากขึ้นกว่าในยุคสมัยที่ผ่านมา
ในอดีตที่ผ่านมา ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่คือนักท่องเที่ยว ซึ่งมีความคาดหวังที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่งดงามในประเทศไทยเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า "เขาตั้งใจทำงานและเก็บเงินเพื่อมาท่องเที่ยวที่เมืองไทยโดยเฉพาะ เป็นความใฝ่ฝันที่อยากจะเห็นสยามเมืองยิ้ม เมืองที่มีธรรมชาติที่สวยงามและผู้คนที่เต็มไปด้วยน้ำใจไมตรี” (ไม่มีชาวต่างชาติและคนไทยคนใดคาดหวังว่าจะเห็นตำรวจจราจรยืนบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดตามเส้นทางต่างๆ บนถนน)
ภาพข่าวการเสียชีวิตอย่างน่าอเนจอนาจของชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยและถูกรถชนตายกลางถนน กลายเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่ถูกฉายภาพทดแทนจินตภาพของเมืองไทยที่น่าอยู่ สวยงาม และมีมิตรไมตรี โดยมีภาพของการปล่อยปละละเลยของผู้บริหารระดับประเทศที่ขาดความสนใจไยดีต่อการดูแลความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน โดยปล่อยให้ประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่บนถนนสาธารณะต้องตายอย่างน่าอเนจอนาจด้วยอุบัติเหตุบนถนนอย่างไม่ไยดี และขาดมาตรการในการแก้ไขและป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
สังคมไทย(คนไทยส่วนใหญ่)เองก็ไม่ได้ตระหนักและฉุกคิดถึงสิทธิที่คนไทยพึงเรียกร้องให้รัฐดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนโดยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนถนน ทั้งนี้เพราะมีความเข้าใจที่ผิดพลาดว่า อุบัติเหตุทางถนนเป็นเรื่องเฉพาะส่วนบุคคล เป็นความประมาทเฉพาะตัวของผู้ขับขี่และคู่กรณี
โดยแท้ที่จริงแล้วนั้น รัฐต่างหากที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงที่จะต้องบริหารจัดการโครงสร้างและพัฒนาระบบการคมนาคมที่ปลอดภัยที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทย และเตรียมรองรับชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ
หน้าที่ของการอำนวยความปลอดภัยทางถนนเป็นหน้าที่รับผิดชอบของรัฐบาล การที่รัฐบาลปล่อยให้คนไทยและคนต่างชาติตายกลางถนนนับหมื่นต่อปีด้วยอุบัติเหตุทางถนนนั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังในเรื่องนี้ ยิ่งเมื่อพิจารณามาตรการต่างๆ ที่หน่วยงานของรัฐประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้ว่าเป็นมาตรการในการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนด้วยแล้ว ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการด้อยความสามารถและความไม่ใส่ใจอย่างจริงจัง ไม่ให้ความสำคัญในการปกป้องรักษาชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยในการใช้รถใช้ถนน
อีกไม่นานประเทศไทยก็จะก้าวเข้าสู่สภาวะของการเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว หากรัฐบาลยังคงนิ่งเฉยและไม่ทบทวนโครงสร้างขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนน หากรัฐบาลยังปล่อยปละละเลยไม่ประเมินผลอย่างจริงจังและตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนน และยังคงหวังพึ่งแต่การใช้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจเพื่อทำการจับและปรับผู้ใช้รถใช้ถนนโดยไม่คิดค้นและกำหนดมาตรการในการป้องกันพฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน รวมถึงการใช้เพียงวิธีการสื่อสารรณรงค์เป็นหลักที่กระทำอยู่ในปัจจุบันนี้ แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดและความอ่อนด้อยทางความคิดของผู้บริหารองค์กรต่างๆ ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่น้อยไปกว่าการพยายามผลักดันให้ตำรวจจราจรไปยืนอยู่ตามถนนเพื่อจับ จับ และจับ โดยมีความเชื่อ(ไม่ใช่ความรู้)ว่า การจับและปรับเท่านั้นที่จะทำให้คนไทยขับขี่รถที่ปลอดภัย และขาดความคิดเชิงบริหารที่รอบด้านว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้ตำรวจจราจรจำนวนมากยืนอยู่กลางถนนเพื่อทำหน้าที่เรียกตรวจและจับ ปรับ
ก่อนที่จะบอกว่าตำรวจประเทศอื่นเขาบังคับใช้กฎหมายจราจรที่เข้มแข็ง รุนแรงและจริงจังนั้น ต้องย้อนดูประวัติศาสตร์ที่มา บริบททางสังคม วัฒนธรรม การบริหารจัดการภาครัฐและภาคสังคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของประเทศนั้นอย่างรอบด้านทั้งระบบด้วย อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ผู้บริหารความปลอดภัยทางถนนมืออาชีพ
มิใช่...เอ๊ะอะ...ก็บอกว่า ตำรวจต้องจับ!
แค่ทุกวันนี้...ตำรวจก็ทานทนต่อความรู้สึกเชิงลบจนต้องหายุทธศาสตร์แปลกๆ แหวกแนวเพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนจนตำรวจผู้ปฏิบัติเริ่มสับสนว่า...หน้าที่ที่แท้จริงของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทยคืออะไรกันแน่?



