
ฉก.11เข้ม'เซฟตี้โซน'ยะลามุสลิมอาสาพิทักษ์พระ!
ฉก.11เข้ม'เซฟตี้โซน'ยะลา พี่น้องมุสลิมอาสาพิทักษ์พระ!:ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง
หน่วยเฉพาะกิจยะลา 11 (ฉก.ยะลา 11) รับนโยบายการใช้มาตรการคุมเข้มในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะ "เซฟตี้โซน" ในเขต อ.เมืองยะลา อย่างเคร่งครัด โดยใช้แท่งซีเมนต์ขนาดใหญ่ และกำแพงซีเมนต์หนากว่า 50 เซนติเมตร เป็นบังเกอร์ป้องกันแรงระเบิด
ทว่า ก่อนหน้านี้ฉก.ยะลา 11 ได้รับแรงต่อต้านอย่างมากในพื้นที่ ถึงขั้นลุกฮือปิดถนนประท้วงให้หยุดการก่อสร้าง เพราะมีผลกระทบต่อการค้าขาย แต่เมื่อเกิดเหตุ "คาร์บอมบ์" 2 ลูกซ้อนใน จ.ยะลา กลับเป็นเสียงชาวบ้านที่เรียกร้องให้ฉก.ยะลา 11 สร้างบังเกอร์เพิ่มขึ้นอีก
ฉก.ยะลา 11 ยังมีอีกหลายมาตรการเข้มในการดูแลรักษาความปลอดภัย ทั้งการจัดชุดเฝ้าระวังพื้นที่ปลอดภัย หรือ "เซฟตี้โซน 2" รับผิดชอบดูแลพื้นที่เมือง พร้อมจัดชุดลาดตระเวน 24 ชั่วโมง โดยแบ่งเส้นทางออกเป็น 8 เส้นทาง และทางเข้าพื้นที่ 6 เส้นทาง ทุกเส้นทางปรับเป็น "เดินรถทางเดียว" เพื่อง่ายต่อการสังเกต และเฝ้าระวังเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
ขณะเดียวกันยังมีการจัดชุด "สุนัขทหารดมกลิ่น" ใช้ชื่อชุดว่า "7 ตลาดเช้า 5 ตลาดเย็น" เพื่อป้องกันเหตุร้าย เนื่องจาก จ.ยะลา เป็นพื้นที่ที่กลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุบ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็สร้างความสูญเสียอย่างมากมาย
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการดูแลความปลอดภัยให้แก่ "พระภิกษุ" ที่ออกบิณฑบาต เพราะกลุ่มก่อความไม่สงบพยายามสร้าง “เงื่อนไข” ให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างชาวไทยพุทธ-มุสลิม แต่พี่น้องทั้งสองศาสนากลับไม่หลงเชื่อตามคำยุยงของกลุ่มโจรนอกศาสนา ซ้ำยังรวมกลุ่มกันแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม
"ผู้ใหญ่หวัง" ชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ที่ได้รับความเคารพนับถือจากพี่น้องทั้งสองศาสนา แสดงความไม่เห็นด้วยที่กลุ่มโจรพยายามใช้ "ศาสนา" เป็นเครื่องมือในการก่อเหตุรุนแรงเพราะโดยแก่นแท้แล้ว ไม่ว่าศาสนาใดล้วนไม่ได้สอนว่าฆ่าคนแล้วจะได้บุญ
"การพยายามสร้างความเชื่อว่า การฆ่าคนในช่วงเดือนถือศีลอด หรือรอมฎอน จะได้บุญมาก เป็นความเชื่อที่ผิดมาตั้งแต่ต้น ตามหลักศาสนาชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นมา เราไม่ได้เป็นผู้สร้าง ฉะนั้น เราจะไปปลิดชีวิตเขาได้อย่างไร ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกมาตั้งแต่ต้น เพราะตามหลักศาสนาแล้ว คุณฆ่าใครก็ตาม ไม่มีทางที่ไปจะสวรรค์ได้"
ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาที่จะสร้างสันติสุขอย่างแรงกล้า ผู้ใหญ่หวังจึงมุ่งมั่นในการทำหน้าที่เป็น "กาวใจ" ระหว่างพี่น้องไทยพุทธ-มุสลิม โดยเฉพาะการจัด "ชุดคุ้มครองพระภิกษุ" ในระหว่างการออกบิณฑบาตในช่วงเช้า โดยใช้กำลังชาวบ้านในพื้นที่ โดยมี "กำลังทหาร" มาสนับสนุน
“ลูกบ้านของผมจะร่วมทำภารกิจด้วยกันตลอด ไม่ว่าเราจะเป็นชาวไทยพุทธหรือมุสลิม แต่การปฏิบัติตามหลักของศาสนาก็เป็นเรื่องของศาสนา ส่วนในการดำรงชีวิต ไม่ว่าศาสนาใดเราก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ ทั้งนี้ เราแตกต่างกันในเรื่องของการนับถือได้ แต่ในความเป็นมนุษย์ไม่สามารถแยกกันได้” ผู้ใหญ่หวัง กล่าวทิ้งท้าย
.........
(หมายเหตุ : ฉก.11เข้ม'เซฟตี้โซน'ยะลา พี่น้องมุสลิมอาสาพิทักษ์พระ!:ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)



