คอลัมนิสต์

22ปีรำลึกสืบ นาคะเสถียร

22ปีรำลึกสืบ นาคะเสถียร

02 ก.ย. 2555

22ปีรำลึกสืบ นาคะเสถียร : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2555

            กลุ่มนักอนุรักษ์และหน่วยงานที่เกี่ยวเนื่องกับป่าได้ร่วมจัดงานรำลึก 22 ปี ครบรอบการเสียชีวิตของอดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร ที่สละชีวิตตนเองด้วยการทำอัตวินิบาตกรรมเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2533  เพื่อปลุกจิตสำนึกการอนุรักษ์ป่าและหลากหลายสรรพชีวิตในผืนป่าของคนทั้งชาติ ทำให้หลายคนมองเห็นและตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต่อมาส่งผลให้ป่าห้วยขาแข้งได้รับยกย่องเป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา
   
              พินัยกรรมหลังสิ้นเสียงปืนของข้าราชการผู้นี้ ปลุกให้สังคมและราชการหันมาสนใจปัญหาการทำลายทรัพยากรอย่างจริงจัง ส่งผลให้ภาพรวมสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันถือว่าดีขึ้นโดยมีป่าถึง 33% หรือประมาณ 130 กว่าล้านไร่ เพราะมีแนวโน้มว่าป่าที่เคยถูกบุกรุกได้มีการฟื้นตัวกลับมา อีกทั้งจิตสำนึกในการหวงแหนป่าที่มีมากขึ้นส่งผลให้เกิดมาตรการเชิงอนุรักษ์จากหลายภาคส่วนที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศ
   
              แม้จะมีการอนุรักษ์ปลูกป่ากันมากขึ้น แต่ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในเมืองไทยก็คงยังเกิดขึ้นกันมากมาย ทั้งการลักลอบตัดไม้ขาย การเผาป่า การบุกรุกทำลายป่าเพื่อต้องการที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย ทำการเกษตร การทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขาในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร บุกรุกพื้นที่เพื่อทำธุรกิจ และการใช้ที่ดินเพื่อดำเนินโครงการของรัฐบาล เช่น การจัดนิคมสร้างตนเอง การชลประทาน การไฟฟ้าพลังน้ำ การก่อสร้างทาง กิจการรักษาความมั่นคงของชาติ เป็นต้น การที่พื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศลดลงอย่างมาก ได้ส่งผลกระทบต่อการควบคุมระบบนิเวศโดยส่วนรวมอย่างแจ้งชัด
   
              สืบ นาคะเสถียร ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า การอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้หมายถึงการเก็บรักษาโดยไม่นำมาใช้ประโยชน์ แต่เป็นการใช้อย่างถูกต้องโดยวิธีที่จะใช้ทรัพยากรที่เหลืออยู่ดังกล่าว สามารถอำนวยประโยชน์ไม่เฉพาะทางใดทางหนึ่ง แต่สามารถอำนวยประโยชน์ให้ในทุกๆ ด้าน และยังคงมีเหลืออยู่มากพอที่จะเป็นทุนให้เกิดการพอกพูนขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้อีก และยั่งยืนต่อไปในอนาคต ดังนั้น ผลที่จะเกิดขึ้นจากการอนุรักษ์ มิได้เป็นประโยชน์เฉพาะคน ที่อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังคงสามารถอำนวยประโยชน์ต่อไปชั่วลูกชั่วหลานต่างหาก
   
              รัฐบาลมีมาตรการยับยั้งการบุกรุกทำลายป่าและการยึดคืนพื้นที่ป่าไม้ ป้องกันการแสวงประโยชน์ในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและการบุกรุกทำลายป่าของผู้มีอิทธิพล โดยผนึกกำลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้อย่างชัดแจ้ง ป่าไม้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม การทำลายป่าถือว่าเป็นการทำลายส่วนรวมเพราะสิ่งเหล่านี้คือทรัพยากรที่สำคัญของประเทศชาติ ใช้สอยประโยชน์ต่างๆ ร่วมกัน ผู้นำต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาดและจริงใจในการแก้ไขปัญหาอย่าให้วงจรชีวิตของป่าและคนต้องถูกตัดขาดอย่างไร้ความหมาย