คอลัมนิสต์

ดันประชาคมชุมชนแก้รธน.ต้องโปร่งใส

ดันประชาคมชุมชนแก้รธน.ต้องโปร่งใส

30 ส.ค. 2555

ดันประชาคมชุมชนแก้รธน.ต้องโปร่งใส: บทบรรณาธิการประจำวันที่30สิงหาคม พ.ศ.2555

              คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม เห็นชอบตามที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เสนอแนวทางในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งคณะกรรมการกำหนดแนวทางในการมีส่วนร่วมของประชาชน 3 ระดับ คือ ส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ โดยคณะกรรมการในส่วนกลางมอบให้รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายแนวทางการมีส่วนร่วม ให้คำปรึกษาแนะนำ คณะกรรมการระดับจังหวัดและคณะกรรมการระดับอำเภอ โดยระดับจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ระดับอำเภอให้นายอำเภอเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยกำหนดรูปแบบ แนวทาง และวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยจัดประชุมสัมมนาและรับฟังความเห็น
 
              ทั้งนี้มีการกำหนดกรอบให้จัดเวทีประชาคมหมู่บ้านหรือชุมชนทั่วประเทศรวม 79,888 แห่ง จัดเวทีประชาคมใน กทม.ในกรณีเดียวกันรวม 2,016 แห่ง และสรุปความเห็นทั้งหมดเสนอคณะรัฐมนตรีในวาระต่อไป สำหรับประเด็นที่รับฟังความเห็นมี 3 ประเด็นหลัก คือ การสร้างความสมดุลในการใช้อำนาจองค์กรต่างๆ ความสมดุลระหว่างความโปร่งใสตรวจสอบได้ เสถียรภาพ และความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน และการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการให้เป็นไปตามกลไกการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยใช้หลักสิทธิความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน หลักนิติธรรมและการมีส่วนร่วม มติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าเป็นการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อเสนอนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วว่า การแก้ไขทั้งฉบับขัดต่อมาตรา 291
 
              เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการลงประชามติของผู้ใช้อำนาจอธิปไตย คือการแสดงความเห็นจากประชาชนโดยตรง การแก้ไขเพิ่มเติมโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ควรจะให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่าสมควรที่จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสม ตามเจตนารมณ์มาตราดังกล่าว ซึ่งผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทำให้ร่างแก้ไขค้างคาอยู่ในสภา และรัฐบาลก็ยังแช่แข็งไว้ไม่มีทิศทางแน่ชัดว่าจะแก้ไขเป็นรายมาตรา หรือจะแก้ทั้งฉบับ โดยจัดทำประชามติตามคำแนะนำของศาล เมื่อรัฐบาลสนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมการไปจัดเวทีประชาคมตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูว่า การรวบรวมความคิดเห็นและนำมาเป็นโจทย์เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นการสร้างการคานอำนาจหรือถ่วงดุลกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่
 
              รวมทั้งการจัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน ที่รัฐบาลสั่งการให้ข้าราชการตั้งแต่ระดับพ่อเมืองลงไปจนถึงนายอำเภอไปดำเนินการนั้น หากมีวาระซ่อนเร้นหรือมีการตั้งธงว่าจะให้ได้แนวทางที่ฝ่ายตัวเองต้องการ และขาดการมีส่วนร่วมจากภาคองค์กรอื่นๆ ในสังคม จะส่งผลต่อปัญหาประเทศและกระทบลงลึกถึงรากหญ้า ซึ่งปัจจุบันการแบ่งขั้วแบ่งสีก็เป็นสิ่งที่ยังมีอยู่และไม่สามารถหาแนวทางปรองดองได้ ยังมีการตามราวีของกลุ่มการเมืองเกิดขึ้นบ่อยครั้งให้เห็น ดังนั้นจึงต้องพิจารณาและระวังต่อความเห็นต่างที่อาจเป็นชนวนคุกรุ่นเกิดขึ้นได้ และประการสำคัญ รัฐบาลต้องมีความโปร่งใส เปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนของการทำเวทีประชาคม นอกจากนี้ในหลักสากลควรมีองค์กรกลางหรือสถาบันที่เป็นที่เชื่อถือ เข้ามากำกับตรวจสอบและติดตามการดำเนินงาน เพื่อให้ได้ความต้องการแท้จริงและให้การออกแบบรัฐธรรมนูญมาจากประชาชนผู้ถืออำนาจประชาธิปไตย