คอลัมนิสต์

ศักดิ์ศรีตำรวจจราจรนครบาล

ศักดิ์ศรีตำรวจจราจรนครบาล

29 ส.ค. 2555

ศักดิ์ศรีตำรวจจราจรนครบาล : โลกตำรวจโดยปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]

              พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลทำหน้าที่รับผิดชอบงานจราจรแสดงบทบาทของผู้นำตำรวจที่มีหน้าที่ปกป้องและรักษาศักดิ์ศรีของตำรวจไทยได้อย่างน่าชื่นชม การสื่อสารกับประชาชนในลักษณะของการให้ข้อมูลชี้แจงประชาชนผ่านทางโลกออนไลน์ กรณีที่ดาราสาวกล่าวหาตำรวจจราจรผู้ปฏิบัติหน้าที่บริเวณสี่แยกยมราชนั้น เป็นไปอย่างน่าชื่นชมและสมควรยึดถือเป็นแบบอย่างของผู้นำตำรวจ
 
              รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลใช้ภาษาที่สุภาพ ชี้แจงแสดงเหตุผลของการทำหน้าที่ของตำรวจและใส่ใจต่อโอกาสที่จะเกิดการเข้าใจผิดของประชาชนที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทย มิใช่เป็นเพียงการแก้ตัวปกป้องลูกน้องที่เป็นเพียงสารวัตรจราจรคนหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณสี่แยกยมราชเท่านั้น แต่เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติหน้าที่ของ "นาย" ตำรวจที่จะต้องรักษามาตรฐานของการปฏิบัติหน้าที่และกำกับดูแลให้ลูกน้องผู้ที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่มีขวัญและกำลังใจที่ดีในการทำงาน รวมไปถึงการปกป้องภาพลักษณ์และชื่อเสียงของความเป็นตำรวจด้วย
 
              ดาราสาวผู้มีชื่อเสียง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผู้ขับขี่รถยนต์ยี่ห้อหรูหราแต่ไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่ (ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่ามีใบอนุญาตขับขี่หรือไม่) รวมถึงความพยายามที่จะเปลี่ยนช่องทางเดินรถในบริเวณที่มีสัญลักษณ์แสดงอย่างชัดเจนว่าห้ามเปลี่ยนช่องทางด้วยท่าทีการขับรถที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจงใจละเมิดกฎหมายจราจรตามข่าวที่นำเสนอเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตลอดจนการ "ขอ” เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ละเว้นการบังคับใช้กฎหมายกับตนเอง
 
              เมื่อไม่สมปรารถนากลับใช้ช่องทางสื่อสารทางโลกออนไลน์ว่า "ตำรวจทำหยั่งกับตนเองเป็นฆาตกร” นั้น นับได้ว่าเข้าข่ายขาดสำนึกที่ดีต่อการใช้รถใช้ถนน ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีวินัย ไม่ต้องคิดไปไกลถึงโอกาสเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุจนทำให้คนเจ็บหรือตายกลางถนน เพียงแค่ควรละอายต่อรถคันที่เข้าคิวอยู่ก็น่าจะเพียงพอแล้ว บทบาทของความเป็นดาราถูกคาดหวังให้เป็นบุคคลที่ต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ละเมิดกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ดาราทุกคนไม่ควรมองข้าม อีกทั้งไม่ควรคิดว่า การกระทำความผิดตามกฎหมายจราจรมีความสำคัญและควรตระหนักน้อยกว่ากฎหมายแพ่งหรือกฎหมายอาญา
 
              การขับขี่รถด้วยความประมาทนั้น ทำให้คนไทยต้องตายกลางถนนปีละกว่า 1.2 หมื่นศพ ดังนั้น สถานะของคนที่ขับขี่รถโดยไม่เคารพกฎหมายจราจรจึงไม่มีข้อแตกต่างจากฆาตกรหรือผู้กระทำความผิดอื่นๆ และหากพิจารณาให้เห็นแก่นแท้แล้วจะพบว่า ผู้ที่กระทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน ทำให้เกิดการบาดเจ็บ และเสียชีวิตบนถนนนั้น เป็นการกระทำที่น่าละอายเสียยิ่งกว่ากรณีคดีอาญาเสียด้วยซ้ำ เนื่องมาจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความประมาทในการขับขี่เป็นผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางด้วยแต่ประการใด แต่กลับต้องมารับผลแห่งการกระทำที่ขาดสติ ไร้ความรับผิดชอบในการขับขี่รถบนถนนสาธารณะ ดังนั้นจึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่ดาราสาวจะคิดว่า ความผิดของตนแค่น้อยนิด นี่ขนาดในบริเวณที่การจราจรติดขัดยังขับขี่รถเช่นนี้ ถ้าเป็นบริเวณที่ถนนโล่งจะมีพฤติกรรมการขับขี่เช่นไร?
 
              การกระทำผิดซึ่งหน้าต่อเจ้าพนักงานตำรวจ แม้กระทั่งได้รับการตักเตือนโดยการใช้สัญญาณมือห้ามแล้ว แต่ดาราสาวก็ยังไม่ยุติการกระทำผิดนั้น แค่เพียงโทษปรับยังนับว่าน้อยนิด โดยเฉพาะการอ้างเหตุผลว่าเป็นบุคคลในครอบครัวของตำรวจด้วยแล้วยิ่งควรจะต้องรับโทษในระดับที่รุนแรงกว่าปกติ อย่าคิดว่าตำรวจไทย(ที่ดี)จะจับเฉพาะคนขี่รถมอเตอร์ไซค์หรือรถปิกอัพจนๆ ที่ไม่มีเส้นมีสายเท่านั้น ถึงขี่รถเบนซ์แต่ทำผิดกฎหมายก็จับได้เช่นกัน
 
              ตัวอย่างเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในคดีจราจรในสังคมไทย บ่อยเสียจนผู้ที่เกี่ยวข้องเกิดความชาชินและลืมฉุกคิดถึงความผิดความถูก และปล่อยให้ตำรวจจราจรเป็นฝ่ายที่ต้องรับผลต่อการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในด้านต่างๆ อาทิ จับแต่รถมอเตอร์ไซค์ รถเบนซ์ไม่จับ กะอีแค่ทำผิดกฎจราจรพูดจาหยั่งกับไปฆ่าใครมา ชอบตั้งด่านรีดไถ ซุ่มจับ และอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่ฝ่ายนักวิชาการและภาคีภาครัฐอื่นๆ ก็ร่วมต่อว่าตำรวจอีกเช่นกัน อาทิ สนใจแต่งานอาชญากรรมงานจราจรไม่สนใจ ทั้งๆ ที่คนตายจากอุบัติเหตุมากกว่าอาชญากรรมถึง 4 เท่า จับน้อยไป ไม่เข้มงวดกวดขันในการบังคับใช้กฎหมาย นี่ขนาดรัฐบาลประกาศให้เป็นปีรณรงค์แห่งการสวมหมวกนิรภัยผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ซ้อนท้ายมีพฤติกรรมการสวมหมวกเพิ่มขึ้นจากเดิมไม่ถึง 5% เป็นเพราะตำรวจไม่จับ
 
              นานาทัศนะ และความคาดหวังที่มีต่อการปฏิบัติงานของตำรวจจราจรถูกดำรงอยู่บนบริบทของการขาดความเข้าใจว่า ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจราจรไทยก็คือ วัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนน ทั้งยังเป็นวัฒนธรรมที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มคนที่ไม่ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน คนไทยลืมคิดไปว่า ตนเองมีโอกาสกลายเป็นฆาตกรได้ทันทีเมื่อขับขี่รถโดยละเมิดกฎหมาย คนไทยคุ้นชินต่อการละเมิดกฎหมายจราจรจนกระทั่งต้องใช้ตำรวจจราจรไปยืนควบคุมอยู่บนถนนตลอดเวลา จนอาจกล่าวได้ว่า ที่ไหนไม่มีตำรวจจราจรที่นั่นมีพฤติกรรมการขับขี่ที่เสี่ยงโดยไม่สำนึกถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น...อย่างนี้ต้องเพิ่มกำลังตำรวจเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ? เพราะลำพังจ่าเฉยก็คงไม่ได้ผล