คอลัมนิสต์

มาดามวารินชำราบ

มาดามวารินชำราบ

29 ส.ค. 2555

มาดามวารินชำราบ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

              วิบากกรรมก่อนเกษียณอายุราชการของ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ที่กลายเป็น "อดีต" ชั่วข้ามคืน เมื่อ "ปลัดเถียร" ลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเมืองล้วงลูกการโยกย้ายนายทหารประจำปี
 
              จะว่าไปแล้ว พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ เติบโตมาจากการเป็นนายทหารปืนใหญ่ ในตำแหน่งผู้บังคับการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 อุบลราชธานี ก่อนจะข้ามห้วยมาเป็นผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 56 (นพค.56) ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) เมื่อปี 2540 และได้ตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ผบ.นทพ.) ในยุคที่มีรัฐมนตรีกลาโหมชื่อ "สมัคร"
 
              "นทพ.คือ นักรบที่ไม่มีปืน มีแต่รถแทร็กเตอร์ รถไถ จอบ เสียม หัวใจเราคือพัฒนาชุมชน พัฒนาเกษตร" พล.อ.เสถียร เคยกล่าวไว้ในวันรับตำแหน่ง ผบ.นทพ. แต่คนที่รู้ดีกว่าใครเพื่อนว่า นทพ.มีแต่รถไถ จอบ เสียมหรือไม่? คือ "นายกอู๊ด" กรุณาภรณ์ หรือ ดร.ณัฐณิชาช์ เพิ่มทองอินทร์  หรือ "นายกอู๊ด" นายกเทศมนตรีตำบลคำขวาง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
 
              สุภาพสตรีผู้นี้เป็นมากกว่าภรรยาของนายทหารระดับสูงของกระทรวงกลาโหม นักข่าวสายทหารก็ทราบดีว่า เธอมากความสามารถ และมากบารมีกว่าการเป็นนายกเทศมนตรีตำบลคนหนึ่ง
 
              หากย้อนรอยชีวิตของนายกอู๊ด ก็ไม่ต่างเรื่องเล่าในนิตยสารคู่สร้างคู่สม จากลูกสาวชาวบ้านธรรมดาๆ เรียนจบ ม.ศ.5 จากโรงเรียนวิเศษไชยชาญ "ตันติวิทยาภูมิ" อ่างทอง ก็สอบชิงทุนการศึกษาครู "1 ตำบล 1 ทุน" ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา 
 
              ชีวิตครูสาวของเธอ ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อได้ตัดสินใจแต่งงานกับ "ร้อยเอกหนุ่ม" สังกัดทหารปืนใหญ่ จากนั้นเธอก็ย้ายมาสอนหนังสือในภาคอีสาน และย้ายตามสามีไปอยู่ในหลายหน่วยตามประสาแม่บ้านนายทหาร
 
              ที่น่าสนใจ "นายกอู๊ด" เป็นคนทะยานฝัน จึงทิ้งอาชีพครู มาเป็นแม่ค้าขายของตามตลาดนัด กระทั่งมีเงินพอมาลงธุรกิจซื้อขายที่ดิน และทำธุรกิจมีเดียด้วยการเช่าเวลาสถานีวิทยุในกองทัพภาคที่ 2 ทำรายการเพลง แถมยังเป็นดีเจเอง
 
              นอกจากนี้ยังใฝ่รู้ร่ำเรียนหนังสือหนังหา เธอมีดีกรีระดับดอกเตอร์ เพราะเรียนจบปรัชญาดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก
 
              วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่เธอเลือกทำคือหัวข้อ "การสื่อสารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดของหัวคะแนน กรณีศึกษา การเลือกตั้งทั่วไปปี 2550 เฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี"
 
              ปริญญาโท 3 ใบ จากธรรมศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และเกริก ปริญญาตรีอีก 3 ใบ จากสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อนายกอู๊ด เรียนหลายสถาบัน ย่อมมีสายสัมพันธ์กับผู้คนทุกชั้นชน
 
              เมื่อมีเพื่อนพ้องน้องพี่มากมาย จึงทำให้นายกอู๊ด ตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.เขต 4 อุบลราชธานี ในนามพรรคความหวังใหม่ เมื่อการเลือกตั้งต้นปี 2544 ปรากฏว่าเธอสอบตก แต่ก็ได้ตำแหน่งคณะกรรมการที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ)
 
              ปี 2549 นายกอู๊ด ลงสมัคร ส.ว.อุบลฯ คราวนี้เกือบได้ เพราะคะแนนมาอันดับที่ 7 (ส.ว.อุบลฯ มี 6 คน) ถัดจากนั้น เธอว่างเว้นสนามการเมืองไปหลายปี จนกระทั่งมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลคำขวาง เธอก็ลงชิงชัยด้วย
 
              ในวันที่สามีเป็น ผบ.นทพ. หรือหัวหน้าหน่วยนักรบสีน้ำเงิน มาดามอู๊ดจึงได้เป็นนายกเทศมนตรีแบบไม่ยากเย็น
 
              นายกอู๊ดเรียนรู้วิชาการสื่อสารการเมืองผ่านประสบการณ์ตรงมานานนับสิบปี ฉะนั้นในการเมืองปัจจุบัน เธอไม่มีสี เหมือนที่หลายฝ่ายเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็นเสื้อแดง
 
              เข้าใจว่ามาดามอู๊ดมีเสื้อใส่ครบทุกเฉดสี ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะสวมใส่อาภรณ์สีใดไปพบใคร? เพื่อการใด?