คอลัมนิสต์

เอกภาพของกองทัพ

เอกภาพของกองทัพ

28 ส.ค. 2555

เอกภาพของกองทัพ : บทบรรณาธิการประจำวันที่28สิงหาคม พ.ศ.2555

              การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ก่อนถึงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงสิ้นปีงบประมาณ และเป็นช่วงที่ถึงกำหนดการเกษียณอายุราชการถือเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เกิดที่กระทรวงกลาโหมในวันนี้กลับสร้างความตื่นตะลึงกันทั้งประเทศ เพราะเป็นการย้ายนายทหารระดับพลเอกนอกฤดูคราวเดียวถึง 3 นาย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารประจำปี 2555 ของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้แก่ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ เจ้ากรมเสมียนตรา
 
              การโยกย้ายครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังปรากฏข่าวความขัดแย้งระหว่างปลัดกระทรวงกลาโหม กับ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ฝ่ายรัฐมนตรีหรือฝ่ายการเมืองต้องการให้ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ ขณะที่ฝ่ายปลัดกระทรวงกลาโหมต้องการให้ พล.อ.ชาตรี ทัตติ ขึ้นแทน การสั่งย้ายปลัดกระทรวงกลาโหมและอีก 2 นายพลเอก จึงเกิดจากปัญหาความขัดแย้งในเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายนี้โดยแท้
 
              การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารที่ผ่านมานั้น "การเมือง" ทุกยุคทุกสมัย พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกครั้งที่โอกาสเปิด ทั้งที่รู้ดีว่าการเติบโตของนายทหารนั้นมีกรอบประเพณีอย่างไร รู้ดีว่าความเป็นเอกภาพของกองทัพนั้นสำคัญต่อความมั่นคงของชาติมากน้อยแค่ไหน แต่ยุคก่อนๆ ก็มักจะมีการเมืองพยายามเข้าไปล้วงลูก เพราะมองว่ากองทัพคือส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมือง และชินกับการที่กองทัพออกมาฉีกรัฐธรรมนูญและยึดอำนาจรัฐบาลนั้น ซึ่งในยุคนี้ความคิดในทำนองนี้ก็ยังคงอยู่
 
              ท่าทีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ยังคงโยนให้ความขัดแย้งจบลงกันแบบพี่น้อง ทั้งที่รู้ดีว่า หนทางที่จะไปถึงจุดนั้นริบหรี่เต็มทน ยิ่งมีคำสั่งย้ายนายทหารทั้ง 3 นายไปประจำสำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นการบั่นทอนความเป็นเอกภาพในกองทัพมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าทั้งหมดนั้นต้องไปหารือกันเองในสภากลาโหม ก็ชัดเจนว่า เหตุการณ์เช่นนั้นจะไม่เกิดขึ้น แต่ความขัดแย้งที่เริ่มจากจุดนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น
 
              การปล่อยให้ปัญหาถูกจัดการกันเองโดยที่ไม่ใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีเข้าไปดูแลสั่งการ ทำให้กองทัพมีความเสี่ยง ถึงแม้ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารระดับนายพลแต่ละครั้งนั้นจะมีคณะกรรมการของกระทรวงกลาโหม ซึ่งมี ผบ.เหล่าทัพ ปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีเป็นกรรมการพิจารณา แต่เมื่อมีการใช้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจัดการกับหนึ่งในกรรมการคณะนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการพิจารณาบัญชีโยกย้ายนายทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความไม่วางใจต่อกันและกันย่อมเกิดขึ้นตามมา แต่เมื่อเกิดปัญหาเช่นนี้แล้ว เกิดมีอุบัติเหตุหรือเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ใครจะรับผิดชอบ