
เขานั้นอยู่ได้ทั่วโลก...ไม่ลำบาก
เขานั้นอยู่ได้ทั่วโลก...ไม่ลำบาก เราต่างหากจะไม่มี...ที่จะอยู่ : กระดานความคิดโดยพล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์
วันนี้ฟ้าของประเทศไทยเกือบไม่ได้เป็นสีฟ้าเหมือนปกติอย่างที่นักกลอนชอบเขียนบรรยายกันไว้ว่า “วันนี้ฟ้าเป็นสีฟ้าเวลาบ่าย” แต่ฟ้ากลับเป็น “สีแดงแต่งแต้มด้วยสีดำ” ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศครับ เพราะข้าราชการที่มีความรู้ ความสามารถไม่สามารถใช้ความรู้นั้นตอบสนองรับใช้บ้านเมืองได้ ต้องทำตามที่นักการเมืองสั่ง ทั้งๆ ที่นักการเมืองเหล่านี้บางคนเติบโตมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ แต่ได้รับอำนาจมาสั่งงานราชการที่มีระบบและความซับซ้อนมากกว่า “บริษัท” มากมายนัก ในรูปแบบที่ “จะเอาตามใจตัวเอง” ซึ่งใครไม่ทำตาม, คัดค้าน หรือบังเอิญไม่ชอบ “สีแดง” แค่นั้น ก็จะไม่ได้รับความยุติธรรมจากระบบแต่งตั้งโยกย้าย จึงทำให้คนที่ทำงานเป็น รู้งานดี หายสาบสูญไปในระบบราชการ บางส่วนลาออกไปหรือถูกโยกย้ายอย่างไร้คุณธรรม ส่วนที่เหลืออยู่ก็เริ่มต่อต้านระบบ โดยประพฤติตัว “เช้าชาม เย็นชาม” หรือ “เช้า 2 ชาม เย็น 3 ชาม” ก็แล้วแต่ลักษณะของตัวบุคคลเพราะเมื่อเสียใจ สับสนใจก็นึกได้อยู่แค่ “บ้านเมืองไม่ได้เป็นของเราคนเดียว” โว้ย
เมื่อสังคมไทยเริ่มไร้คุณธรรม ขาดคนที่มีความรู้เข้ามาทำงาน การบริหารงานบ้านเมืองก็เริ่มเข้าขั้นวิกฤติครับ ประกอบกับกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นกลายเป็นสองมาตรฐานผ่านสัญลักษณ์ระหว่าง “สีแดง” กับ “สีอื่นๆ” เริ่มตั้งแต่ “สีแดง” ฝ่าฝืนกฎหมายได้ แต่สีอื่นทำไม่ได้ จึงกลายมาเป็นตัวอย่างทำให้ “สังคมต้องเลือกวิธีตัดสินกันเอง” โดยไม่รอ “กฎหมาย” โจรก็เต็มเมือง ทำมาหากินมาไม่พอให้โจรเล็กโจรน้อยลักขโมยตีชิงวิ่งราว โจรใหญ่ๆ กินหัวคิว 40%, กินข้าวทีละแสนๆ ตัน, ขึ้นแท็กซี่ก็ต้องทนคำพูดของคนขับเรื่อง “ความดีงามของสีแดงเรื่อยมาถึงทหารฆ่าประชาชน บางทีก็ลามปามไปถึงสถาบันฯ” ฯลฯ เมื่อเป็นแบบนี้แล้วบ้านเมืองจะอยู่ได้อย่างไรครับ
การจลาจลเผาร้านค้าที่กรุงลอนดอนเมื่อปีที่แล้ว (แค่เผาร้านค้าไป 7-8 ร้านเอง) หลังจากเกิดเหตุได้สัปดาห์หนึ่งต่อมาศาลอังกฤษก็สั่งจำคุกผู้ที่ยุยงให้ประชาชนมาชุมนุมผ่านเครือข่ายเฟซบุ๊กคนละ 4 ปี คนที่ไปทุบร้านค้าโดนข้อหาหมดทุกคน ประมาณ 500 คน โดยผู้พิพากษาศาลสูงคดีอาญาของอังกฤษกล่าวว่า “อาชญากรรมที่รุกรานสังคมเช่นนี้ ต้องมีการลงโทษรุนแรงกว่าคดีปกติ” เมื่อกฎหมายเป็นกฎหมาย ความสงบเรียบร้อยก็กลับคืนมาภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่บ้านเมืองเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น บ้านเมืองถึงต้องฝ่าบ่วงกรรมต่อไป ไม่รู้ว่าจะจบวันไหน
มนุษย์ทุกคนย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งด้านฐานะ ความคิดอ่าน ความเข้าใจต่อปัญหาต่างๆ ตามแต่สติปัญญาและสภาพแวดล้อมของสังคมที่อาศัยอยู่ รวมไปถึงการควบคุมอารมณ์ด้วย ดังนั้นทุกประเทศจึงต้องมีกฎเกณฑ์ขึ้น เพื่อให้มนุษย์สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เอารัดเอาเปรียบกันได้แต่ต้องไม่มากนัก นั่นคือหลักที่เป็นกติกาสำคัญของทุกประเทศในโลกนี้ ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ทำให้มนุษย์ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาตั้งแต่เกิด จึงไม่มีประเทศไหนขจัดให้หมดไปได้ เพียงแต่ทำให้ความได้เปรียบเสียเปรียบนั้นเกิดขึ้นน้อยที่สุดเท่านั้น ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศในลำดับต้นๆ ที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีสิทธิเสรีภาพมากที่สุด และยังมีระบบศาลยุติธรรมที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลกอีกด้วย แต่ก็มีบุคคลกลุ่มหนึ่งพยายามทำลายระบบความยุติธรรมขั้นสุดท้ายคือศาล ให้หมดความน่าเชื่อถือไปเหมือนที่เคยทำสำเร็จไปแล้วในระบบความยุติธรรมขั้นต้น เช่น ไปถามใครก็ได้ว่า “รู้สึกกับตำรวจอย่างไร” เกือบทุกคนจะพูดไปในทางลบหมด ทั้งๆ ที่ตำรวจดีๆ มีมากมาย ตำรวจจราจรที่กรำแดด ตากฝนมีอยู่เต็มท้องถนน ฯลฯ แต่ก็นั่นแหละ “ตำรวจดีมักไม่มีโอกาสออกมาทำงานก็เท่านั้นเอง”
อย่างไรก็ตาม สังคมไทยก็อยู่กันมาได้ด้วยความพอเพียง เนื่องมาจากการที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นศูนย์รวมใจ จึงทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขมวลรวมสูงมาก จนกลายเป็นประเทศเป้าหมายที่ชาวต่างชาติตั้งใจจะเข้ามาใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายมากที่สุดอีกประเทศหนึ่งด้วย แต่นั่นเป็นเรื่องเมื่อ 10 กว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันคนไทยเปลี่ยนไปหรือเปล่า ความเป็นพี่เป็นน้องหมดไป ความคลั่ง “สี” เข้ามาแทนที่ ขนาดห้ามคนอื่นๆ ไปยุ่งกับ “สี” ของฝ่ายตนทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้อง
ทิศทางประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต คนไทยจะเดินไปบนเส้นทางประชาธิปไตยสีแดงได้นานแค่ไหน จึงเป็นปัญหาใหญ่และเป็นเรื่องที่พวกเราชาวไทยทุกคนจะต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเอาแบบไหน ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำครับ
ชีวิตมนุษย์เรานั้นตามปกติแล้วมีทุกข์มากกว่าสุขอยู่แล้วตามธรรมชาติ พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “ชีวิตนี้เป็นทุกข์” เพราะความผิดหวังต่างๆ ก็เป็นทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายก็เป็นทุกข์ เมื่อเกิดแล้วอยากได้อะไรไม่ได้ดังใจก็เป็นทุกข์ นั่นคือความจริงที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้วครับ เมื่อรู้ว่าจะพบความทุกข์ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจป้องกัน มองให้เห็นทุกข์ มองให้เห็นชัดเจนแล้วปลงตก (ไม่ใช่ยอมแพ้) หลังจากนั้นก็หาหนทางแก้ไข “ถ้าเราเห็นทุกข์นั้นได้ชัดเจน” การแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ โดยเฉพาะ “ทุกข์จากการแบ่งสีในปัจจุบันนี้” ก็แค่ออกมาบอกว่า “ใครเป็นคนดี” และ “ใครไม่ใช่คนดี” หลังจากนั้นเราก็ออกไปช่วยสนับสนุนคนที่เราเห็นว่าดีเท่าที่จะทำได้ อย่านิ่งเฉยเท่านั้นก็พอ ไม่ต้องไปทำอะไรมากมายครับ ขอฝากกลอนของ “พี่คนดี” ไว้ให้คิดท่อนหนึ่งว่า “เขานั้นอยู่ได้ทั่วโลก ไม่ลำบาก เราต่างหากจะไม่มี ที่จะอยู่”



