คอลัมนิสต์

หยุดบริหารตามกระแส

หยุดบริหารตามกระแส

27 ส.ค. 2555

หยุดบริหารตามกระแส : บทบรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2555

              ณ ขณะนี้คงมีคำถามค้างคาใจคนไทยหลายคนเกี่ยวกับเรื่องลมฟ้าอากาศว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย แห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วง เขื่อนขาดน้ำ ฝนหนัก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วม โคลนถล่ม หรืออะไรกันแน่ ที่ภูเก็ตจู่ๆ น้ำท่วมกลางเมือง แต่ทางภาคอีสานพากันแห่นางแมวขอฝนจ้าละหวั่น บางเขื่อนมีข่าวว่า มีน้ำอยู่ในอ่างเก็บน้ำไม่ถึงร้อยละ 50 แต่เขื่อนอีกอย่างน้อย 2 แห่งกลับพร่องน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำ ติดตามข่าว รับข้อมูลต่างสื่อ ต่างช่องทางที่นำเสนอกันไปคนละด้าน จึงยากที่จะไม่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ตกลงคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กำลังทำอะไรกันอยู่
   
              ภาพข่าวชาวบ้านตำบลลำคอหงษ์ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา จำนวนนับร้อยคนยืนตากฝนชูมือไชโยโห่ร้องแสดงความดีใจ หลังจากทำพิธีแห่นางแมวเสร็จสิ้น แล้วฝนบนฟ้าโปรยปรายลงมาตามคำวิงวอน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุม เขตร้อนชื้น แต่ดวงหน้าของผู้คนที่ ต.ลำคอหงษ์ วันนั้นส่อแสดงแทนความจริงอย่างที่พวกเขาบอกเล่าเอาไว้ได้อย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะเป็นฉากหนึ่งในนิยายแฟนตาซี นั่นก็คือ ไม่มีฝนตกมาตั้งแต่ปลายปี 2554 นับเวลาแล้วก็ร่วมปีเต็มเข้าไปแล้ว
   
              ก่อนหน้านั้นเพียงประมาณ 1 สัปดาห์ คณะรัฐมนตรีได้แสดงอาการขวัญอ่อน ตกใจง่าย หลังรับทราบรายงานการพร่องน้ำออกจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นสองอ่างเก็บน้ำขนาดยักษ์แห่งต้นน้ำภาคตะวันตกของประเทศ โดยขอให้แจ้งเตือนภัยไปยังชาวบ้านในพื้นที่ราบลุ่มริมน้ำให้พร้อมรับมือน้ำล้นตลิ่ง จนทำให้ชาวบ้านชาวช่องพากันตื่นตามไปด้วย
   
              แต่ในความเป็นจริงทั้ง 2 อ่างยังรองรับน้ำได้อีกมาก โดยเขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาตรน้ำ 1.4 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 78.25% ของความจุ ระบายน้ำวันละ 3.01 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ์ มีน้ำอยู่ในอ่าง 6.9 พันล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 78.31% ระบายน้ำออกวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยที่ผู้บริหารทั้งสองเขื่อนยืนยันว่า เป็นปริมาณที่พื้นที่ท้ายน้ำรับได้ เพียงแต่ผลกระทบที่จะได้รับคืออาจต้องขนของขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำเท่านั้น
   
              เป็นที่ประจักษ์ในเวลาต่อมาว่า พื้นที่ปลายน้ำของเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น เพราะคูคลองมีสภาพน้ำน้อยอยู่ก่อนแล้ว นั่นเท่ากับว่า การปล่อยน้ำจากอ่างเก็บน้ำทั้งสองจึงน่าเป็นการช่วยบรรเทาความแห้งแล้งอันเนื่องมาจากฝนทิ้งช่วง ส่งผลต่อการเกษตรมากกว่าเหตุผลพร่องน้ำเพื่อป้องกันอุทกภัยหรือการอย่างอื่น แต่ปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคาดคิดไปต่างๆ นานา รวมทั้งคณะรัฐมนตรีเองด้วย
   
              การที่นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีต ส.ว. และอดีตอธิบดีกรมชลประทาน ออกมาวิพากษ์รัฐบาลอย่างหนักหน่วงว่า บริหารจัดการไม่เป็นเพราะเร่งพร่องน้ำทิ้งไปก่อนหน้านี้โดยไม่รับฟังคำทัดทาน กระทั่งที่สุดผลที่ตามมาก็คือเหลือน้ำอยู่ในอ่างเก็บน้ำน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร และอาจกระทบถึงหน้าแล้งที่รอซ้ำเติมอยู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
   
              เมื่อมีตัวอย่าง "เห็นๆ กันอยู่" ว่า คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ยังไม่ได้ทำหน้าที่ตามชื่อเรียกขานอย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นนี้ เวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดสำหรับรัฐบาลคือ ภายในเวลา 1 เดือนข้างหน้านี้ถ้าหากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำยังคงที่หรือเพิ่มไม่มาก ก็ต้องปรับแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นการด่วน ภายใต้การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน ไม่ใช่บริหารตามกระแสจนเกิดภาวะน้ำแห้งเขื่อนอย่างที่เป็นอยู่นี้