คอลัมนิสต์

7สถานีฝึก'ทบทวนยุทธวิธี'เสริมเขี้ยวนาวิกโยธิน!

7สถานีฝึก'ทบทวนยุทธวิธี'เสริมเขี้ยวนาวิกโยธิน!

27 ส.ค. 2555

7สถานีฝึก'ทบทวนยุทธวิธี'เสริมเขี้ยวเล็บ..นาวิกโยธิน! : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง

                 หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) ได้ฝึกทบทวนกำลังพลเพื่อเตรียมผลัดเปลี่ยนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเริ่มฝึกตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2555 ก่อนที่จะลงไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเวลา 1 ปี
   
              สำหรับการฝึกทบทวนในครั้งนี้เป็นการนำเอา "บทเรียน" ในพื้นที่มาปรับแนวทางการปฏิบัติงาน โดยจัดให้มีการฝึกซ้อมเป็น 7 สถานีหลัก ตามลักษณะของเหตุการณ์ในพื้นที่จริงโดย พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้อนุมัติงบประมาณ 10 ล้านบาท เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าอาหาร เพื่อสนับสนุนภารกิจฝึก
   
              ทั้งนี้ นย.จะมีการจัดส่งกำลังพลชุดดังกล่าวลงไปปฏิบัติภารกิจ "ล่วงหน้า" 1 เดือน ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงและสถานการณ์จริงในพื้นที่ โดยจัดกำลังพลรวมทั้งสิ้น 4 กองพัน โดยจะมีการเคลื่อนย้ายทั้งทางบก และทางเรือ
   
              โดยใช้พื้นที่การฝึกภายในค่ายพระมหาสุรสิงหนาท จ.ระยอง และสนามฝึกบ้านจันทเขลม จ.จันทบุรี โดยแบ่งการฝึกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นการเตรียมการ ขั้นการฝึกในที่ตั้ง และขั้นการฝึกภาคสนาม
   
              พล.ร.ท.พงษ์ศักดิ์ ภูรีโรจน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) กล่าวว่า เนื่องจากกองทัพเรือมีหน่วยทหารที่ในพื้นที่ จ.นราธิวาส คือค่ายจุฬาภรณ์ ได้แก่ กรมทหารราบที่ 3 กองพันทหารราบที่ 9 รักษาพระองค์ และกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 ทำหน้าที่เป็น "หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน" (ฉก.นย.)
   
              หลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อปี 2547 สถานการณ์ในพื้นที่ก็เริ่มรุนแรงขึ้น ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้มอบภารกิจให้ ฉก.นย.รับผิดชอบพื้นที่ อ.เมือง, อ.ยี่งอ, อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และ อ.ไม้แก่น, อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
   
              ฉก.นย.มีกำลังพล 4 กองพัน หรือประมาณ 3,000 นาย โดยจัดกำลังส่วนใหญ่จากในพื้นที่ แต่กำลังที่มีอยู่ไม่เพียงพอจึงได้จัดกำลังในพื้นที่ "ภาคตะวันออก" เช่น จ.จันทบุรี จ.ตราด และ จ.ชลบุรี ลงไปช่วยสนับสนุน
     
              ทั้งนี้ การฝึกของ นย.จะเน้นการ "ฝึกจากประสบการณ์" จากบทเรียนในการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ โดยแบ่งการฝึกเป็น 7 สถานี ดังนี้
   
              สถานีที่ 1 การรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และสถานที่สำคัญของทางราชการ สถานีที่ 2 การลาดตระเวนเดินเท้า ได้แก่ การปฏิบัติฉับพลัน การซุ่มโจมตี และการต่อต้านการซุ่มโจมตี การลาดตระเวนรถยนต์ และจักรยานยนต์ (การจัดชุดลาดตระเวน การระวังป้องกัน และการต่อต้านการซุ่มโจมตี) สถานีที่ 3 การตั้งจุดตรวจ และจุดสกัด
   
              สถานีที่ 4 การฝึกการใช้อาวุธในสถานการณ์ต่างๆ ได้แก่ การยิงปืนบนรถจักรยานยนต์ การยิงปืนบนรถยนต์ และการยิงปืนในพื้นที่ปลูกสร้าง สถานีที่ 5 การใช้อาวุธในพื้นที่จำกัด (CQB) และการปฏิบัติร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ (ฮ.)
   
              สถานีที่ 6 การปิดล้อมตรวจค้น และการพิสูจน์ทราบ โดยนำเรื่องนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาฝึกอบรมด้วย เพราะการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้จะต้องทำตามหลักของกฎหมาย และสถานีที่ 7 คือการเข้าพื้นที่เกิดเหตุ และการปฏิบัติต่อวัตถุต้องสงสัย
   
              พล.ร.ท.พงษ์ศักดิ์ ระบุว่า 7 สถานีที่ว่านี้เป็นการ "ฝึกพิเศษ" นอกเหนือจากการฝึกเตรียมพร้อมก่อนลงไปในพื้นที่ ที่สำคัญ "ผู้บังคับหมู่" กับทหารจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีไม่น้อยกว่า 6 เดือน ทุกคนจะต้องสนิทกัน เพราะจะต้องทำงานกันเป็นทีม เหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่ใช่ไปเจอกันเลยในพื้นที่ ซึ่งก็คงทำงานไม่ได้ผล ดังนั้น จะต้องมีการฝึกให้มีความพร้อมมากที่สุด
   
              "ผมต้องเข้มงวดกับทหารทุกคนว่า นย.ลงไปปฏิบัติภารกิจต้องมีระเบียบวินัย และมีประสิทธิภาพ เพราะการลงไปในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวสูง ถ้าทำผิดแม้แต่นิดเดียว เช่น ทำกระสุนปืนลั่นเพียงนัดเดียว ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ฉะนั้นจะต้องเข้มงวดในเรื่องระเบียบวินัยของกำลังพล เหมือนส่งนักมวยไปชก ผมก็เป็นเหมือนเทรนเนอร์"
   
              อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา นย.ก็ประสบความสูญเสียมาก โดยถูกซุ่มโจมตี และถูกตีฐานปฏิบัติการหลายครั้ง แต่ นย.ก็ทำงานอย่างเต็มที่ และตั้งใจเกินร้อยที่จะทำให้เกิดความสงบสุขให้จงได้
   
              "ที่ผ่านมาผมพอใจกับกำลังพลที่ไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 5 อำเภอมาก แต่การสู้รบกันไม่มีคำว่าไม่มีการสูญเสีย ไม่มีทางที่จะไม่มีการบาดเจ็บ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เมื่อมีการรบกันก็เหมือนการสาดน้ำใส่กัน ซึ่งจะต้องมีการเปียกกันไปข้างหนึ่ง หรือเปียกด้วยกันทั้งสองฝ่าย" พล.ร.ท.พงษ์ศักดิ์กล่าวถึงวิถีที่นักรบจะต้องเผชิญ
   
              ผบ.นย.กล่าวถึงชนวนเหตุของไฟใต้ว่า แท้จริงแล้วก็ยังเป็นเรื่องของความต้องการ "แบ่งแยกดินแดน" อยู่ เพราะเอกสารที่ตรวจยึดมาได้บ่งบอกชัดเจนว่าเขาต้องการแบ่งแยกดินแดน โดยมีการปลูกฝังเยาวชนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มีการ "ผสมโรง" ของปัญหายาเสพติด น้ำมันเถื่อน และของเถื่อน ทำให้ปัญหารุนแรงยิ่งขึ้น
   
              "ขณะนี้ปัญหายาเสพติดแพร่กระจายลงไปในพื้นที่เยอะมาก จากสถิติที่ผ่านมาพบว่า พลทหารที่มาจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะติดยาเสพติดประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และเยาวชนที่ร่วมก่อเหตุก็มักจะได้รับค่าจ้างเป็นยาเสพติดแทนเงิน ทำให้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่แพร่ระบาดเร็วมาก”
   
              ส่วนเรื่องยุทธวิธีของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะการ "ประกอบระเบิด" และ "จุดระเบิด" ถือว่ามีวิวัฒนาการไปมาก ดังนั้น เราจึงต้องฝึกกำลังพลให้มีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อรับมือกับวิวัฒนาการของฝ่ายตรงข้ามที่พยายามหลบหลีกการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ไปเรื่อยๆ

.........

(หมายเหตุ : 7สถานีฝึก'ทบทวนยุทธวิธี'เสริมเขี้ยวเล็บ..นาวิกโยธิน! : ตะลุยกองทัพ โดยทีมข่าวความมั่นคง)