คอลัมนิสต์

อย่าเล่นการเมืองจนลืมบ้านเมือง

อย่าเล่นการเมืองจนลืมบ้านเมือง

22 พ.ค. 2552

ความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการสกัดกั้นการบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลผสมยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องใช้ทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท

ภายใต้พระราชกำหนดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน และความพยายามที่จะถ่วงด้วยการยื่นกระทู้นับองค์ประชุมและการป่วนในรูปแบบอื่น เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการเมืองนั้นไร้กฎกติกาจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เป็นการมุ่งประสงค์เพื่อจะหักล้างฝ่ายตรงข้ามและมุ่งเน้นการเอาชนะโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมแต่อย่างใด

 ในยามที่ประเทศเผชิญวิกฤติทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ประชาชนทุกฝ่าย เช่น นักธุรกิจ นักการเมือง และกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ สมควรจะพิจารณาเลิกรา การกระทำที่ไม่สร้างสรรค์และทำให้บ้านเมืองเสื่อมโทรมกว่าที่เป็นอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง ซึ่งควรจะต้องรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของประเทศ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวังหรือเจตนารมณ์ของการเมือง ว่าการบริหารนั้นต้องทำเพื่อประชาชนโดยรวม

 เมื่อนักการเมืองปราศจากจิตสำนึกเสียแล้ว ย่อมทำให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพไร้ทิศทาง ประชาชนในภาคส่วนอื่นๆ ไม่แน่ใจขาดความเชื่อมั่น รวมทั้งเป็นห่วงอนาคตว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพใดเมื่อประเทศไม่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ ฝ่ายค้านน่าจะคำนึงว่าการถ่วงหรือทำลายแผนการฟื้นฟูประเทศเท่ากับเป็นการลงโทษตัวเอง หากว่าวันหนึ่งพวกตนเองได้กลับมายึดกุมอำนาจรัฐ ดังนั้นปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้รับการแก้ไขย่อมจะเลวร้ายกว่าเดิม

 เสียงเรียกร้องของประชาชนหรือกลุ่มในภาคสังคมอื่นๆ คงเป็นการเสียเวลาเปล่าในความหวังที่จะให้นักการเมืองมีจิตสำนึกว่าการอันใดควรจะกระทำหรือควรละเว้นในยามที่บ้านเมืองเผชิญวิกฤติ นอกจากนั้นสังคมไทยอยู่ในสภาพที่ขาดความเอื้ออารีปรองดองเมตตาสมานฉันท์เหมือนแต่ก่อน ทั้งนี้เพราะการเมืองที่แข่งขันกันอย่างไร้จริยธรรมและคุณธรรมนำไปสู่ความโลภที่ไร้ขอบเขต และการชิงดีชิงเด่นโดยปราศจากกติกาของสังคมผู้มีอารยธรรม

 ดังนั้น การปฏิรูปการเมืองและสังคมรวมทั้งการศึกษา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้สำเร็จไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว หากล้มเหลวในประเด็นเหล่านี้ประเทศไทยคงอยู่ในสภาพที่อนาคตไม่แน่นอน เสี่ยงต่อความแตกแยกจนถึงขั้นล่มสลายในความเป็นชาติ