คอลัมนิสต์

จะพาลูกหลานไปไหน

จะพาลูกหลานไปไหน

17 ส.ค. 2555

จะพาลูกหลานไปไหน : กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]

              ประชาชนพลเมืองส่วนมากของประเทศนี้มีความจำเป็นจะต้องรับผิดชอบในอนาคตของลูกหลานซึ่งทั้งหมดต้องผ่านเบ้าหลอมในสถานศึกษาที่มีผู้บริหารและจัดการกระบวนการศึกษาดูแลเป็นหลักจะเป็นเพราะความเชี่ยวชาญและความเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้านนี้มีจำกัดหรือว่าเพราะผลพวงจากงานการเมืองที่ขาดคุณภาพแต่ต้องมากำหนดนโยบาย แผนงาน งบประมาณและกลไกต่างๆ อย่างไม่มีเสถียรภาพและไม่มั่นคงหรือไม่? หรือจะเป็นเพราะระบบการตรวจสอบในภาคประชาชนไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร จึงทำให้การศึกษาไทยต้องรั้งท้ายๆ ของขบวนในประเทศอาเซียนด้วยกัน

              คงจะโทษใครหรือจะให้ใครเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบเพียงคนเดียวไม่ได้กระมัง? เพราะเหล่านี้คือภาพอนาคตของประเทศ หากแต่ละฝ่ายต่างมีเหตุและผลในการปกป้ององค์กรของตัวเองกันอยู่การศึกษาไทยคงจะค่อยๆ คืบคลานเหมือนเดิมยังไม่มีอะไรมากมายที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าอย่างเทียบเคียงในระดับใกล้เคียงกันทั้งประเทศ มีการกล่าวไว้ว่าการศึกษาที่รัฐมองภาพอนาคตของประชาชนตัวเองชัดเจน (ไม่จำเป็นจะต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว) รัฐจะต้องจัดการศึกษาให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับเท่าเทียมกันทั้งประเทศ ไม่ว่าประชาชนจะอยู่ในเมืองเล็ก เมืองใหญ่ ท้องถิ่นทุรกันดารใกล้ไกลอย่างไรประชาชนต้องได้รับบริการการศึกษาจากรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

              การมีครูที่มีคุณภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนกระบวนการสร้างจิตสำนึกต่อสังคมอาชีพที่มุ่งมั่นเพื่ออนาคตของประชาชนคนรุ่นต่อไปอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชังงบประมาณต้องเหมาะสมและจะต้องเพิ่มเป็นกรณีพิเศษเพื่อจูงใจการสร้างขวัญกำลังใจเพื่อการทำงานอย่างเต็มความรู้ความสามารถในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร เหล่านี้คือสิ่งที่รัฐจะต้องทบทวนและรีบดำเนินการ?

              ถึงแม้ว่ารูปแบบและกระบวนการภาครัฐจะยังสามารถดำเนินการได้ไม่เต็มที่มากนัก หากยังมีภาคเอกชนคอยเสริมเติมเต็มการศึกษาของชาติอย่างมากมายในปัจจุบัน ผู้ใดจะมองเป็นธุรกิจการศึกษาบ้างก็ตาม แต่ในความเป็นจริงสถาบันการศึกษาที่ดำเนินโดยเอกชนล้วนเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาประเทศอีกช่องทางหนึ่ง ดังนั้นรัฐจึงมีนโยบายและสนับสนุนการศึกษาของภาคเอกชนไม่น้อย ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากรและการอำนวยความสะดวกอื่นๆ เป็นคู่ขนานด้วยโดยมีงบประมาณเฉลี่ยจำนวนนักเรียนต่อคนต่อปีที่เหมาะสมพอสมควร เช่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีการจัดและเปิดสอนการศึกษาศาสนาและวิชาสามัญศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการมาอย่างยาวนาน แต่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่นั่นยังไม่เป็นสิ่งที่พึงประสงค์มากนัก

              จะด้วยความอ่อนแอของผู้บริหารการศึกษาระดับประเทศจนถึงระดับภูมิภาคและท้องถิ่นจึงทำให้กลไกทุกระดับอ่อนแอไปด้วย จนมีคำถามมากมายอาทิเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการงบประมาณจากรัฐที่สนับสนุนนักเรียนต่อหัวต่อคนต่อปีว่าไม่สนองเป้าประสงค์ที่ตัวเด็กเท่าที่ควรจะเป็น มีข้อสังเกตที่ไม่ควรจะกล่าวถึงในรายละเอียดคือวิธีการรับนักเรียนหลายๆ แบบที่เน้นเรื่องปริมาณมากกว่าที่จะต้องดูแลเรื่องคุณภาพการศึกษา

              สร้างนักเรียนบางคนบางกลุ่มเพื่อเป็นการโฆษณาว่า “นี้คือความสามารถของโรงเรียน” แต่กลับละเลยคุณภาพของนักเรียนส่วนใหญ่ ระบบการตรวจสอบหละหลวมการเงินและงบประมาณที่ดูเหมือนจะสมยอมหรือเอื้อต่อกันระหว่างเจ้าของโรงเรียนบางโรงกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบบางคน การพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรค่อนข้างจะไม่มีประสิทธิภาพและบางโรงไม่เคยมีการอบรมหรือประชุมปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนตนเองเลย ขาดคุณภาพในระบบการปฐมนิเทศและการติดตามประเมินผลการเรียนการสอนของหน่วยงานรัฐ สิ่งอำนวยความสะดวกและระบบสุขอนามัยโรงเรียน อาทิ น้ำดื่ม ห้องน้ำ ห้องสุขา ห้องอาหาร ห้องเรียน เช่น ห้องวิทยาศาสตร์ ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องพักครู ห้องวิชาการ ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการทางภาษา พื้นที่กลางสำหรับการพักผ่อนนังนทนาการระหว่างพัก ที่ทั้งหลายจะตอบสนองการเรียนการสอนให้มีคุณภาพล้วนเป็นเรื่องที่จะต้องมีการแก้ไขอย่างมากและเร่งด่วน

              เพราะส่วนหนึ่งโรงเรียนได้ลงทุนในเรื่องเหล่านี้มากกว่าร้อย 80 อีกเพียงไม่ถึงร้อยละ 20 ถ้ากระทรวงศึกษาธิการสามารถเติมเต็ม กระทรวงจะตอบได้ว่าอนาคตของชาติจะไปในทิศทางใด หากรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงยังมองว่าสถานศึกษาศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นศูนย์เบ้าหลอมของกบฏแบ่งแยกดินแดนและการก่อการร้าย ประเทศไทยต้องเตรียมการทำสงครามกับคนในชาติอีก 100 ปีเป็นแน่แท้...?