
'คณะทำงานพรรคร่วมแก้รธน.'แค่เกมซื้อเวลา?
'คณะทำงานพรรคร่วมแก้รธน.'แค่เกมซื้อเวลา? : ขยายปมร้อนโดยประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี @praphan_nna
ยืดเวลาให้ "24 แกนนำ นปช." ได้มีโอกาสหายใจหายคอได้อีกระยะ หลังจากเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ศาลอาญา ยังไม่มีคำสั่งถอนประกันแกนนำทั้งหมดในคดีก่อการร้าย โดยศาลได้พิจารณาแยกสำนวนออกเป็น 2 กรณี
โดยกรณีแรกเลื่อนการพิจารณาไต่สวนการถอนประกัน 5 ส.ส.ออกไปจนกว่าจะปิดประชุมสภาในวันที่ 29 พฤศจิกายน ได้แก่ นพ.เหวง โตจิราการ, การุณ โหสกุล, ก่อแก้ว พิกุลทอง, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ขณะที่ "19 นปช." ศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 22 สิงหาคม หลังจาก "ยศวริศ ชูกล่อม" หรือเจ๋ง ดอกจิก ได้ขอเลื่อนการไต่สวนออกไปเพื่อนำพยานบุคคลว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนากระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไขการประกัน และจะขอเวลาตรวจสอบแผ่นซีดี ที่ฝ่ายผู้ร้องนำมายื่นไปตรวจสอบอีกครั้ง
เป็นสาเหตุให้ใบหน้าและแววตาของ "แกนนำ นปช." จึงดูสดใสไม่เหมือนช่วงเช้า
จากนี้ไปความคึกคักจะถูกโฟกัสไปที่สภา เพราะมีกิจกรรมให้ติดตามหลายเรื่อง ตั้งแต่การพิจารณางบประมาณวาระ 2 และวาระ 3 หรือการเลือกประธานวุฒิสภา การแถลงผลงานรัฐบาล หรือกระทั่งการเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ส่วนความคืบหน้าเรื่องแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากมีการตั้งคณะทำงานระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 11 คน โดยมี "โภคิน พลกุล" อดีตประธานรัฐสภา เป็นประธาน
ได้ประชุมนัดแรกขึ้นที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันวางกรอบแนวทางการทำงานของคณะทำงานฯ
นาทีนี้ "เซียนการเมือง" ต่างจับจ้องไปที่คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยหวังว่าคณะทำงานชุดนี้จะสามารถหาข้อสรุปเพื่อยุติปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญลงได้
แถลงการณ์ 3 ข้อของคณะทำงานฯ ถูกร่างขึ้นและประกาศสู่สาธารณะทันที ภายหลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยงของพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ สรุปได้ว่า
1.ให้จัดตั้งคณะทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นระบบและเร่งด่วนเพื่อเป็นแนวทางให้พรรคร่วมรัฐบาล ส.ส.และ ส.ว. ร่วมกันพิจารณาหาทางออกที่เหมาะสม
2.ในระหว่างรอผลการศึกษาของคณะทำงานฯ ควรจะมีการชะลอการลงมติในวาระ 3 ไปสักระยะหนึ่งก่อน
3.ให้สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลร่วมกันรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจ เน้นการสถาปนาหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อให้สามารถบริหารและพัฒนาประเทศได้ตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา
การประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายหวังว่าอย่างน้อยก็น่าจะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้าง
มติที่ประชุมกลับมอบการบ้านให้พรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคไปตรวจสอบรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในแต่ละประเด็นให้ชัดเจนว่า แต่ละประเด็นมีความหมายอย่างไร
ก่อนที่จะนำกลับมาเสนอต่อคณะทำงานฯ อีกครั้งในวันที่ 20 สิงหาคม เพื่อพิจารณาร่วมกันอีกครั้งว่า จะสามารถลงมติในวาระ 3 ต่อไปได้หรือไม่
ทำให้ภาพของคณะทำงานฯ ในวันนี้จึงถูกตั้งข้อสงสัยมากยิ่งขึ้นว่า เป็นไปตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า คณะทำงานฯ ชุดนี้ถูกตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อซื้อเวลาจริงหรือไม่
หากมองภาพย้อนกลับไปจะเห็นว่า นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญออกคำวินิจฉัยส่วนตนมา ขุนพลพรรคเพื่อไทยต่างดาหน้าออกมาให้ข่าวว่า เห็นชัดเจนว่าเต็มไปด้วยหลุมพราง
ขณะที่แกนนำคนเสื้อแดงกลับเรียกร้องให้เดินหน้าลงมติวาระ 3 ไปเลย ไม่ต้องสนใจคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อแนวทางของพรรคทำท่าว่าจะขัดกับแนวคิดของมวลชนคนเสื้อแดง คณะยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยจึงต้องออกโรงเสนอให้ตั้งคณะทำงานฯ ชุดนี้ขึ้นมา
ภายใต้เหตุผลที่ว่า เมื่อเห็นแล้วว่าเต็มไปด้วย "หลุมพราง" หากเดินหน้าต่ออาจจะผิดรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การยุบพรรครอบใหม่ จึงต้องเน้นความปลอดภัยของรัฐมนตรีและ ส.ส.ไว้ก่อน
เรียกว่า หลักการเบื้องต้นเริ่มต้นที่ "ซื้อเวลา" และ "ซื้อความรอบคอบ"...นั่นเอง
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ คณะทำงานฯ ชุดนี้น่าแปลกอยู่อย่าง ตรงที่คนที่จบกฎหมายอย่าง “นพดล ปัทมะ” หรือแม้แต่เซียนรัฐธรรมนูญอย่าง “จาตุรนต์ ฉายแสง” กลับไม่มีชื่อเป็นคณะทำงานฯ
ขณะที่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” ที่ไม่ใช่มือกฎหมาย กลับมีชื่ออยู่ในคณะทำงานฯ ชุดนี้แทนหรือจะเป็นอันรู้กันว่า “ภูมิธรรม” คือเสารับสัญญาณจาก "นายใหญ่" ที่ยิงตรงมาจากนครดูไบ
ส่วนเงื่อนเวลาที่คณะทำงานฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 เดือนนั้น ฟังดูก็ให้รู้สึกชอบกลอยู่ เพราะหากเปิดปฏิทินนับวันเวลาก็จะเห็นได้ว่า นับจากนี้ไปอีก 4 เดือน นั่นหมายความว่าจะถึงวันปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปพอดิบพอดี ซึ่งเท่ากับว่าผลงานของคณะทำงานฯ ชุดนี้ในปี 2555 เต็มที่ก็ได้เพียงแค่ "แนวทางว่าจะเดินไปในทิศทางไหน" เท่านั้น
จากนั้นค่อยยึดสถานการณ์ในอีก 4 เดือนข้างหน้ามาประเมินเป็นหลักว่า จะเดินหน้าหรือตั้งรับอยู่กับที่ต่อไป
เรียกว่า เป็น "เกมซื้อความชอบธรรม" และ "ซื้อความมั่นใจ" ในแบบฉบับของรัฐบาล แต่ไม่ได้คำตอบให้แก่สังคม ประเทศก็ยังคงต้องหยุดนิ่งต่อไป
ไม่อยากให้ลืมว่า สุดท้ายแล้วหากรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็น "ยาพิษจริง" อย่างที่พรรคเพื่อไทยว่า
นั่นหมายความว่า ยังจะให้คนไทยต้องกินยาพิษต่อไปอีกอย่างน้อย 4 เดือนอย่างนั้นหรือ?
..........
(หมายเหตุ : 'คณะทำงานพรรคร่วมแก้รธน.'แค่เกมซื้อเวลา? : ขยายปมร้อนโดยประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี @praphan_nna)



