
ทุกฝ่ายต้องน้อมรับคำตัดสินของศาล
ทุกฝ่ายต้องน้อมรับคำตัดสินของศาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่10ส.ค.2555
กระบวนการยุติธรรมของไทย ในช่วงเกิดความขัดแย้งทางการเมือง ถือได้ว่าถูกบั่นทอนความน่าเชื่อถืออย่างชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องการเมือง ทำให้เกิดผลกระทบต่อศาลและตุลาการทั้งหลาย เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะแต่ละฝ่ายขั้วการเมืองชอบยกเหตุผลและความชอบธรรมของฝ่ายตนขึ้นมาเป็นบรรทัดฐาน และมีการวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนการพูดดักทางล่วงหน้าของคดีว่าจะออกมาในแนวทางเพื่อทำลายล้างกลุ่มของตน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมอับแสงลง และเป็นการขีดเส้นพร้อมทั้งผลักศาลให้กลายเป็นพวกที่อยู่ตรงข้าม หากคำตัดสินหรือคำวินิจฉัยต่อคดีนั้นไม่ถูกใจพวกของตน และยังขยายวงไปสู่มวลชนในลักษณะดึงพลังหาแนวร่วม
ทั้งที่ในความจริงนั้น กระบวนการพิจารณาหรือไต่สวนได้ดำเนินไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง หลักฐาน พยาน และตัดสินบนความยุติธรรมอย่างโปร่งใสสุจริต คงไม่มีตุลาการท่านใดอยากถูกตราหน้าว่าทำลายสถาบันตุลาการของตนเอง ดังนั้นการนำคดีความหรือคำตัดสินที่ไม่พึงใจไปโยงกับคำว่า "ตุลาการภิวัฒน์" ย่อมสะท้อนให้เห็นเด่นชัดถึงเจตนารมณ์ที่มีวาระการเมืองเข้าแอบแฝง เพื่อหวังผลประโยชน์ในกลุ่มพวกพ้องหรือไม่ ซึ่งไม่ว่าฝ่ายใดหรือการเมืองขั้วไหนยังกระทำการเช่นนี้อยู่ โดยไม่สนใจที่จะตรึกตรองว่า หากไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมเสียแล้ว อนาคตจะเกิดสิ่งใดขึ้น การบังคับใช้กฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร สุดท้ายสถาบันศาลอาจง่อนแง่นอ่อนแอลงและถูกแทรกแซง
การนำเรื่องการใช้สิทธิ์ทางการเมือง ตลอดจนหลักการประชาธิปไตยที่เสียงส่วนมากเห็นชอบ โดยยกเป็นเหตุผลมาหักล้างนั้น จำเป็นที่ต้องมีกรอบไว้เป็นหลักยึด ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่จะสามารถทำสิ่งใดก็ได้ ไม่เช่นนั้นจะมีกฎหมายไว้ทำไม จะกลายเป็นกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ยิ่งทำให้บ้านเมืองถลำลึกสู่วังวนอันมืดมิด ดังนั้นทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงหลักการอันสำคัญประการหนึ่ง คือ กระบวนการยุติธรรมเป็นหัวใจของสังคมแห่งนิติรัฐ นิติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริง และต้องแยกแยะให้ชัดว่ากระบวนการยุติธรรมไม่ควรอย่างยิ่งจะดึงเอาการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะเป็นกระบวนการพิสูจน์และตัดสินบนข้อเท็จจริงที่มีตัวบทกฎหมายรองรับ โดยไม่เลือกข้างเลือกฝ่าย
เช่นเดียวกับกรณีศาลอาญานัดไต่สวนแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และพวกรวม 24 คน จากการที่นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนการปล่อยชั่วคราวแกนนำดังกล่าวจากคดีก่อการร้าย โดยมีพฤติการณ์เข้าข่ายผิดเงื่อนไขการให้ประกันตัว ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่บริเวณหน้ารัฐสภา มีการกล่าวโจมตีพาดพิงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับคำร้องขอเพื่อวินิจฉัยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 ขัดต่อมาตรา 68 เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ซึ่งศาลได้ให้โอกาสและรับฟังคำชี้แจงของแกนนำ นปช.เป็นอย่างดี ซึ่งย่อมเป็นหลักประกันได้ถึงความยุติธรรมที่ทุกฝ่ายจะได้รับ ดังนั้นไม่ว่าคำตัดสินของศาลในวันที่ 22 สิงหาคม จะออกมาเช่นไร ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ เพื่อดำรงไว้ซึ่งสถาบันยุติธรรม ไม่ควรจะมีการกดดันหรือสร้างพลังมวลชนต่อรองใดๆ ขึ้นอีก



