
ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ?:ความท้าทายทางปัญญาของผู้เป็นนาย
ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ? : ความท้าทายทางปัญญาของผู้เป็นนาย: โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]
ข้อมูลที่มีความถูกต้อง เชื่อถือได้ และทันสมัย ซึ่งต้องใช้กระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบนั้น ควรจะต้องมีการดำเนินการก่อนที่ผู้นำที่มีอำนาจสูงสุดจะตัดสินใจประกาศนโยบายหรือมาตรการต่างๆ ออกไป
การเร่งรีบแถลงนโยบายและมาตรการต่างๆ ออกไปโดยมิได้ใช้ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเป็นพื้นฐานนั้น หากไม่ใช่เพียงเพราะผู้นำมีความสามารถในการคิดนโยบายเท่าที่คิดได้เพียงเท่านั้น(หมดปัญญา) ก็อาจจะมีเหตุผลมาจากมิได้มีเจตนาที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและจริงใจ เพียงแต่กระทำไปเพื่อมิให้ใครๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งฝ่ายเดียวกันและฝ่ายตรงข้ามมองว่า ไม่ทำอะไรเลย หรือดีแต่พูด
ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หากทำไม่ได้ ทำไม่เป็น หรือทำแบบมิได้ใช้ปัญญาเป็นตัวกำกับแล้วนั้น อยู่เฉยๆ อาจจะสร้างความเสียหายน้อยกว่าการสักแต่ทำโดยมิได้คิดเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น ดีแต่พูด หรือพูดในสิ่งที่ไม่ควรทำ หรือทำโดยไม่ได้คิดอย่างรอบคอบโดยใช้ข้อมูลเป็นพื้นฐานล้วนเป็นสิ่งที่ผู้นำมิควรกระทำทั้งสิ้น “ผมทำไม่ได้หรอก จะให้ผมเดินไปบอกพ่อแม่เขาว่า ลูกเขาติดยาให้มาเข้าโครงการสมัครใจบำบัด พ่อแม่เขาไม่ยอมรับหรอก แล้วก็จะหมางใจกัน มันทำไม่ได้ การเปิดเผยออกมาว่าลูกติดยา ชาวบ้านเขารับไม่ได้ ผมก็เลยส่งไปว่า ในชุมชนผมไม่มีคนติดยา ก็ทำไงได้มันทำไม่ได้ ถ้าทำอย่างที่สั่งมาผมก็อยู่ในหมู่บ้านนี้ไม่ได้ ชาวบ้านเขาเกลียดผมกันตาย” ผู้นำชุมชนกล่าวถึงการถูกสั่งให้ทำงานตามเป้าที่กำหนดมา
“กำลังคนมีอยู่เท่านี้ ผู้กระทำผิดที่เราจำเป็นต้องคุมประพฤติมีจำนวนมาก มากจนเราไม่รู้จะทำยังไง ถึงแม้ว่าเราจะมีอาสาสมัครมาช่วยงาน แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ นี่ขนาดเราไม่เข้มข้นด้านคุณภาพแล้วนะ (ทั้งๆ ที่การคัดสรรบุคคลเข้ามาทำงานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรืออาสาสมัครจำเป็นต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มีการคัดกรองที่เข้มข้น) มันล้มเหลวน่ะ เราไม่สามารถไปตรวจสอบได้อย่างจริงจังจนมั่นใจว่าพวกเขามีพฤติกรรมที่ดีขึ้น” เสียงบ่นไม่แตกต่างกันกับฝ่ายปราบปรามหรือฝ่ายบำบัด
“อย่าส่งมาเลย ขนาดที่นี่เรารับเฉพาะคนที่สมัครใจบำบัด แต่พอเขากลับไปในสังคมเดิมของเขา กลับไปอยู่ในชุมชนเดิมแถมซ้ำชุมชนนั้นมีปัญหามากกว่าเก่าอีก ยิ่งทำให้เขากลับไปเสพซ้ำ ไม่มีประโยชน์” พยาบาลที่ทำงานด้านการบำบัดผู้เสพยาเสพติดให้คำแนะนำแก่ดิฉันเพื่อให้ใช้ทางเลือกอื่นในการช่วยเหลือเยาวชนที่เสพยาเสพติด
ดูเหมือนว่า การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดจะถึงทางตัน โอกาสของการไม่หวนกลับมาเสพซ้ำดูเลือนราง “ขนาดทหารฝึกเข้มข้นใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 90 วัน ยังไม่รอด นอกจากกลับมาเสพซ้ำแล้ว ยังกลายเป็นผู้จำหน่ายที่รวมกลุ่ม สร้างเครือข่ายใหญ่โตข้ามเขต เนื่องจากรู้จักกันในห้วงเวลาที่เข้าโปรแกรมการฟื้นฟู แล้วนี่มาลดจำนวนวันลงเหลือแค่ไม่ถึง 10 วัน มันจะสำเร็จได้ยังไง มันไม่ง่ายอย่างที่พูดหรอก” ความอึดอัดใจของผู้ปฏิบัติพรั่งพรูเพราะถูกถามแทงใจดำ และอัดอั้นเนื่องจากไม่สามารถพูดให้นายได้ล่วงรู้ว่า สิ่งที่นายสั่ง(โดยมิได้คิดให้รอบคอบชัดเจน)นั้น ในโลกความเป็นจริงแล้ว มันทำไม่ได้ และนายก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติได้เสนอความคิดเห็นที่แตกต่างด้วย
“มีใครกล้าพูดความจริงบ้าง ขืนบอกไปว่าทำไม่ได้ เขาก็จะพูดว่า ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ...เดี๋ยวย้ายไปที่อื่น ให้คนมีความสามารถเข้ามาทำแทน คนเป็นนายมันชอบคนโกหกหลอกลวง ไม่ชอบความจริง มันเป็นเสียอย่างนี้” ผู้พูดไม่ได้เป็นตำรวจ แต่ความรู้สึกไม่ได้แตกต่างจากเหล่าบรรดาตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ตามสถานีตำรวจเท่าไหร่นัก
น่าสงสัยว่า ทำไมคนที่เติบโตมาเป็นนายในองค์กรที่สำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยุติธรรม การศึกษา สาธารณสุข ปกครอง หรือแม้กระทั่งการบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น จึงขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ปัญหา อุปสรรค และกระบวนการทำงานในระดับพื้นที่ควรเป็นอย่างไร
หรือว่าจริงๆ แล้ว การเจริญก้าวหน้าจนได้ดิบได้ดีมาเป็นเจ้าคนนายคนในสมัยนี้ไม่ได้มาจากคนที่มีความเฉลียวฉลาด ขยันขันแข็งในการทำงานจนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานที่โชกโชนเชี่ยวชาญ หากแต่ทุกวันนี้ ระบบวิ่งเต้น พรรคพวก และการใช้ตั๋วและตังค์ได้แผ่ซ่านไปทั่วทุกวงการ มิใช่เพียงแต่องค์กรตำรวจเท่านั้น หากเป็นเช่นนั้นทิศทางสังคมไทยต่อไปจะเป็นเช่นไร ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดที่มีความรุนแรงอยู่ขณะนี้ หรือความรุนแรงในกลุ่มเยาวชนคือภาพสะท้อนความเน่าเฟะของประสิทธิภาพการทำงานของเหล่าบรรดาผู้นำประเทศใช่หรือไม่...
อย่างนี้คนที่ควรถูกสังคมตั้งคำถาม เพ่งโทษ ตีตราควรเป็นใคร? โปรดยกมือ!



