คอลัมนิสต์

ต้องมีเอกภาพ

ต้องมีเอกภาพ

06 ส.ค. 2555

ต้องมีเอกภาพ : บทบรรณาธิการประวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2555

               พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้แสดงท่าทีล่าสุดเกี่ยวกับมาตรการประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้บอกว่าจะประกาศเคอร์ฟิว แต่เขาก็ยอมรับว่า มันเป็นมาตรการหนึ่งที่จะทำให้ลดการสูญเสียลงได้ เพราะสามารถแยกผู้ร้ายออกจากโจร อย่างเช่นในเวลาไม่สมควรที่จะใช้เส้นทางหนึ่งเส้นทางใดก็จะลดเป้าหมายความเสี่ยงลงได้ เจ้าหน้าที่ก็จะปฏิบัติการทางทหารได้เต็มที่ในช่วงที่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา แต่แน่นอนว่า จะต้องกระทบต่อธุรกิจ แต่ก็เป็นเรื่องของสถานที่ ซึ่งจะเป็นข้อสรุปจากทุกฝ่าย
   
              การประกาศเคอร์ฟิว หรือคำสั่งของรัฐบาลห้ามประชาชนออกจากเคหสถานภายในเวลาที่กำหนด หรือให้ประชาชนกลับเคหสถานก่อนเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือให้ความสะดวกต่อการปราบปรามกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งโดยนัยเช่นนี้ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า เมื่อรัฐบาลประกาศให้พื้นที่ใดต้องบังคับใช้เคอร์ฟิวแล้ว ย่อมกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกอบสัมมาอาชีพต่างๆ ในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดห้ามออกนอกเคหสถาน จึงไม่แปลกเมื่อฉับพลันทันทีที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรง ย่อมมีฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้านตราบเท่าที่ความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหายังไม่เกิดขึ้น อย่างเสียงร้องจากภาคธุรกิจ ที่มองเรื่องการทำมาหากินต้องมาก่อน
   
              อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากน้ำเสียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ที่เคยแสดงความเห็นไว้ก่อนหน้าว่า ต้องยอมให้ประชาชนบางส่วนเดือดร้อนบ้าง ก็พอจะเห็นแนวทางของฝ่ายปฏิบัติว่า ต้องการจะใช้เคอร์ฟิวที่เป็นเครื่องมือในการ "แยกปลาออกจากน้ำ" อย่างเช่นว่า เลือกประกาศเฉพาะในพื้นที่เป้าหมาย โดยขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์และการข่าวที่ประสานสอดรับกันเป็นอย่างดี เช่นนี้แล้วก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องรับฟังเสียงอย่างรอบด้าน ไม่เฉพาะแต่ฝ่ายการเมืองหรือภาคธุรกิจเท่านั้น หากแต่ฝ่ายปฏิบัติที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยตลอด 24 ชั่วโมง รัฐบาลก็จำเป็นต้องให้น้ำหนัก
   
              นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ได้กลับมาคุโชน และรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ จากก่อนหน้านั้นที่มักเกิดเหตุเผาโรงเรียนอยู่เนืองๆ พัฒนาเป็นการปล้นปืน ฆ่าเจ้าหน้าที่ ฆ่าพระสงฆ์ ถล่มค่ายทหาร และคาร์บอมบ์ แต่ย่างก้าวของรัฐบาลในแต่ละองคาพยพที่จะเข้าไปเป็นมือไม้แก้ไขเยียวยากลับดูสะเปะสะปะ ลองผิดลองถูก จนกระทั่งมีข่าวว่า เจ้าหน้าที่ถูกอุ้มฆ่าก็เกิดขึ้นมาแล้ว ถ้าหากยังคงปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินอยู่เช่นนี้ต่อไป หนทางที่จะเห็นความสงบใน 3 จังหวดชายแดนภาคใต้ก็จะยิ่งตีบตันลง
   
              ประการหนึ่งนั้น เหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี ได้สะท้อนให้เห็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง อีกประการหนึ่งนั้น ข้อสงสัยเรื่องท่อน้ำเลี้ยงที่แอบอุดหนุนจุนเจือขบวนการก่อการร้ายอยู่ลับๆ ที่ว่ากันว่ามีทั้งอิทธิพลในพื้นที่ ขบวนการค้ายเสพติด ขบวนการค้าของเถื่อน น้ำมันเถื่อน มีแนวโน้มความเป็นไปได้มาก และดูเหมือนจะรุนแรงเหิมเกริมขึ้นเป็นลำดับ ตราบที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ยังมะงุมมะงาหรา มาถึงจุดนี้เชื่อแน่ว่า สังคมทุกภาคส่วนย่อมต้องการจะเห็นรูปแบบการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง และแผนงานระดับชาติได้รับการสถานปนาขึ้นพร้อมๆ กับการดำเนินมาตรการไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่า พอมีดำริใดออกมาก็มีทั้งเสียงคัดค้านบ้าง สนับสนุนบ้าง ซึ่งล้วนส่อแสดงให้เห็นถึงความไร้เอกภาพโดยสิ้นเชิง