
บด บัง ...
คงจะไม่ค่อยหวือหวาสักเท่าไหร่นักที่จะกล่าวถึงเรื่องเก่าๆ ที่พูดคุยกันมานาน ตั้งแต่รุ่นปู่ทวดจวบจนปัจจุบันรุ่นเหลนโหลนอีกสิบๆ ชั้น โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดของคนเราที่อยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้ คือเรื่องการดูถูกและเหยียดหยามคนอื่นที่(คิดว่า)ไม่เหมือนตน
ทั้งๆ ที่หลายคนก็หาเหตุหาผลให้ตนเองไม่ได้ว่าทำไมต้องทำและเป็นเช่นนั้นและบางทีเขาเองก็ถูกกระทำจากคนอื่นเหมือนกัน แต่คงปล่อยไปตามอารมณ์ความปรารถนาตามจิตใต้สำนึกของอัตตาเป็นหลัก จนผู้คนในสังคมต้องเกิดเรื่องราวที่ไม่พึงประสงค์ตามมาอีกมากมาย
หลายครั้งมีความพยายามที่จะนำเสนอในทางสาธารณะว่าสิ่งเหล่านี้คือรากเหง้าของปัญหาในสังคมไทย จะต้องได้รับการแก้ไขทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และต้องขับเคลื่อนเป็นพลวัตไปอย่างต่อเนื่องในทุกอณูของสังคม แต่ดูเหมือนกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งที่พัดแล้วก็หายลงไปในทะเลลึก เมื่อเกิดเรื่องราวในประเทศก็นำมาปัดฝุ่นและคลี่ความคิดอีกครั้งหนึ่ง จนกลายเป็นเรื่องที่ทำและเกิดขึ้นแบบซ้ำซาก ไปไม่ถึงไหนสักที การขับเคลื่อนของคนในสังคมไม่เคยหยุดนิ่ง แต่การหากระบวนการแก้ยังย่ำอยู่กับที่ คนในสังคมยิ่งเหินห่างกันและกัน ชนกลุ่มใหญ่เข้มแข็งและแข็งแกร่งสามารถดูดกลืนสังคมเล็กได้ในทุกวิถี ที่น่าเสียดายที่สังคมใหญ่ที่บอกว่ามีอำนาจ มีกำลัง มีความเข้มแข็งนั้นกลับกลวงว่างเปล่าหาแก่นแท้และสาระของชีวิตในฐานะความเป็นมนุษย์ได้น้อยที่สุด ความดีงามในความอ่อนแอของสังคมชุมชนเล็กๆ กลับเต็มไปด้วยสาระและคุณค่าของความเป็นคนมากกว่าหลายร้อยพันเท่า
ความคิดอ่านที่เต็มไปด้วยทัศนะของความยิ่งใหญ่ของตัวเอง ? การมีมุมมองที่เข้าใจว่าตนเองคือคนที่มีฐานันดรที่ดีและสูงกว่าในสังคมประเทศนี้ ถูกปลูกฝังเข้าไปในสายเลือดของกลุ่มคนบางคน จนสามารถรู้สึกในอารมณ์ สามารถสัมผัสและจับต้องได้ กล่าวกันว่าเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานในฐานะหน้าที่ระดับกลางบางคนต้องทนต่อการกระทำของเจ้านายระดับกลาง (แต่ใหญ่ในสายงานระดับหนึ่งขององค์กร) สามารถจัดการกับลูกน้องบางคนในแนวทางที่จะกีดขวางการเพิ่มพูนคุณธรรม เช่น การให้รับผิดชอบเข้าเวร เฝ้าฐาน เฝ้าสำนักงานในช่วงเวลาที่เขาจะต้องปฏิบัติศาสนกิจ (ภาคบังคับ) หรือพูดสาดเสียเทเสียให้เพื่อนพ้องคนอื่นได้ยินดังๆ ว่า...อ้ายบัง...(ใส่ชื่อ)มันไม่ค่อยรับผิดชอบบ้าง..ละทิ้งหน้าที่บ้าง ทั้งๆ ที่เขาขออนุญาตไปละหมาด (ปฏิบัติศาสนกิจภาคบังคับ) ตามขั้นตอนและระเบียบแล้ว
หรือคำพูดชื่นชมแต่จะกระแหนะกระแหนให้เสียความรู้สึกและให้เกิดความหดหู่ในอารมณ์ เช่นเมื่อหัวหน้าเห็นลูกน้องสตรีมุสลิมที่คลุมผมมิดชิดก็จะพูดเสียงกระซิบดังๆ ให้คนต่างศาสนิกได้ยินว่า...นี่เธอจริงๆ ก็สวยและน่ารักดีถ้าถอดผ้าคลุมผมออกจะสวยและเซ็กซี่มากกว่านี้ ในบางที่บางแห่งโดยเฉพาะในที่ที่รับสมัครงาน บางองค์กรจะมีเจ้าหน้าที่มาพูดทันทีว่าไม่รับผู้หญิงคลุมผมเข้าทำงาน บางทีคนที่พูดคือสตรีมุสลิมที่ไม่คลุมผมนั่นเอง ที่หนักหน่วงมากกว่านั้น คือมีเรื่องเล่ากันให้สนุกปากว่ามีนักการเมืองระดับชาติหลายคนที่เคยพำนักหรือมีครอบครัวหรือมีธุรกิจหากินกับคนท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ทวดตกทอดมรดกล่ำซำเป็นเศรษฐีมายังเหลนโหลน แต่เมื่อมีโอกาสที่จะให้ "ความจริงบางอย่างปรากฏให้คนต่างถิ่นได้รับรู้" เขากลับเลี่ยงเบี่ยงเบนทางให้ไปในเส้นทางอื่น ร้ายไปกว่าที่คาดคิด บางคนได้รับเลือกหรือแต่งตั้งเป็นตัวแทนมีระดับกลับคิดว่าตนเองเป็นคนวิเศษ ห้ามส่งน้ำส่งท่าและงดให้ความสะดวกเมื่อคนท้องถิ่นเดือดร้อนจนต้องมีการประท้วงตามสถานที่สำคัญกลับมีการตัดน้ำตัดไฟเอาดื้อๆ บ้าง
สำคัญที่สุดเมื่อคนในประเทศที่เรารักและหวงแหนแห่งนี้มองคนในชาติที่อยู่ตามชายขอบหรือคนที่มีฐานะทางสังคมธรรมดาสามัญหรือแตกต่างในเทือกเถาเหล่ากอกับตนไม่เป็นคนหรือไม่เหมือนตนจึงมักจะใช้กระบวนการที่ก้าวร้าวมากๆ จนฟังแล้วไม่น่าจะยังมีพันธุ์นี้ในประเทศไทย เช่นกรณีที่ได้รับการบอกเล่าว่ามีทหารชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง มาปฏิบัติราชการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลไปให้ฝ่ายตรงข้าม การซักถามเพื่อการสอบสวนครั้งหนึ่งมีนายทหารที่สอบสวนพูดตรงๆ กับผู้เคราะห์ร้ายซึ่งเป็นมุสลิมใหม่ว่า...ถ้าเอ็งกลับมาเป็นพุทธเหมือนเดิมเรื่องก็จะจบทันทีอย่างง่ายดาย
ตัวอย่างเรื่องนี้ถ้าเป็นจริงก็นับว่าน่ากลัวยิ่งนักสำหรับประเทศหรือบางคนอาจจะคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดีก็เป็นได้ เพราะผู้บริหารบ้านเมืองที่มีอำนาจทั้งในอดีตและปัจจุบันบางคนอยากจะ...บดขยี้...ผู้ไม่เหมือนตนมานานแล้ว เท่านั้นไม่พอที่ชายแดนใต้จำเป็นต้องมากาง...ฉากบัง..ความไม่สงบเป็นเหตุดูจะสวยสมเหตุผลมากกว่า แต่เบื้องหลังฉากที่แท้จริงของจังหวัดชายแดนภาคใต้มีเรื่องสนุกสนานอีกมากมายที่เขาเอาไปซุบซิบนินทาและสาปแช่งอยู่ข้างหลัง
อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
โครงการพัฒนาประชาธิปไตยในชุมชนมุสลิม
[email protected]



