
ปุจฉาความดี-เลวของตำรวจ
ปุจฉาความดี-เลวของตำรวจ: โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
ใบสั่งที่ตำรวจจราจรทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณถนนถืออยู่ในมือโดยเฉพาะตามสี่แยกที่มีรถจำนวนมากต้องผ่านไปมา หรือในบริเวณที่เป็นจุดที่ผู้ขับขี่นิยมละเมิดกฎจราจรนั้นเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่ทำให้ประชาชนผู้พบเห็นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่โดนจับกุมหรือในสถานการณ์ที่เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ให้ข้อสรุปว่าเป็นการตั้งด่านรีดไถประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน
"ถ้าไม่ทำผิดกฎหมายเขาจะจับได้หรือ" คำถามโต้แย้งจากผู้ที่พยายามที่จะอธิบาย ก่อนที่จะมีการตอบโต้และตั้งคำถามกลับว่า มันก็พยายามมองหาข้อผิดจนได้แหละไม่ข้อหาใดก็หาหนึ่ง มันรังแกได้เฉพาะรถมอเตอร์ไซค์กับรถกระบะเท่านั้นทำไมมันเรียกรถอย่างอื่น
“ถึงเขาจะเดินรอบคันถ้าเราไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่หรือรถที่เราใช้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี และการที่เขาเรียกแต่รถมอเตอร์ไซค์และรถกระบะก็เพราะว่าผู้ใช้รถ 2 ประเภทนี้กระทำผิดกฎหมายจราจรและ พ.ร.บ.ขนส่งจำนวนมาก ในเมื่อเรียกรถประเภทอื่นตรวจแล้วไม่พบความผิดแต่เรียกรถ 2 ประเภทนี้ตรวจเพราะพบความผิดบ่อยเขาก็เรียกรถ 2 ประเภทนี้บ่อย” ผู้พูดยังพูดไม่ทันเสร็จพวกเกลียดตำรวจเข้าไส้พูดสวนขึ้นทันควัน "ก็นั่นแหละ เพราะมันเรียกเมื่อไหร่ก็เจอไงแล้วมันก็ได้ส่วนแบ่งค่าปรับ สังเกตซิมันจะตั้งด่านกันช่วงใกล้สิ้นเดือน” ประเด็นเรื่อง ส่วนแบ่งค่าปรับถูกยกขึ้นมากล่าวอ้างเพื่อเพิ่มน้ำหนักว่าการเข้มงวดกวดขันวินัยจราจรของตำรวจจราจรนั้นเป็นไปเพื่อมุ่งหวังเงินรางวัล
“คนไทยตายจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นจำนวนมาก เฉลี่ยแล้วชั่วโมงละเกือบ 3 ศพ ภาคีที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสาธาณสุข คมนาคม ท้องถิ่น และศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนระดับชาติเองก็บอกว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย การไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย การใช้รถที่ไม่เหมาะสม และภาคีเหล่านี้ก็คาดหวังและกดดันให้ตำรวจต้องเพิ่มมาตรการการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง และมาตรการการให้ส่วนแบ่งค่าปรับก็เกิดขึ้นเพื่อจูงใจให้ตำรวจปฏิบัติงานบังคับ กวดขัน วินัยจราจรให้มากขึ้นเพราะพวกเขาคิดว่าถ้าเราตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นจะทำให้คนไทยผู้ใช้รถใช้ถนนมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น” ผู้อธิบายยังคงพยายามที่จะอธิบายเพื่อสร้างความเข้าใจเบื้องหลังพฤติกรรมการออกใบสั่งของตำรวจจราจรที่ถูกคู่สนทนาให้นิยามความหมายว่า "รีดไถ” แทนที่จะให้ความหมายว่า "เป็นการกระทำด้วยความปรารถนาดี เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนเพื่อให้ทุกชีวิตปลอดภัย”
“แล้วเรื่องส่วยที่ทีวีเคยเอามาออกให้ดูล่ะ” เมื่ออคติและประสบการณ์เชิงลบถูกสะสมมาเป็นเวลานาน การรับฟังคำอธิบายจึงไม่แตกต่างไปจากการประเมินว่าอีกฝ่ายพยายามแก้ตัวและเข้าข้างตำรวจและพยายามที่จะเอาชนะเพื่อยืนยันความถูกต้องชอบธรรมและความสมเหตุสมผลที่จะเกลียดตำรวจ
ส่วยที่เราเห็นผ่านการแฉของสื่อมวลชน เช่นส่วยรถตู้ ส่วยรถบรรทุก มันก็คงเป็นความจริงเพราะสื่อเขาแสดงภาพให้เห็นอย่างชัดเจน แต่เราก็ต้องแยกแยะว่า ตำรวจก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆ มีทั้งคนดีและคนไม่ดี หากตำรวจกลุ่มใดทำไม่ดีเรื่องอะไรก็ว่ากันไปเป็นเรื่องๆอย่างนี้น่าจะยุติธรรมกับคนทำงานมากกว่าหรือไม่? หากเราตำหนิเพ่งโทษหรือสรุปเหมารวมทั้งหมดว่าตำรวจไม่ดีชอบรีดไถ รังแกประชาชนโดยเฉพาะคนจน คนขับรถมอเตอร์ไซค์ อย่างนี้ตำรวจที่เป็นคนทำงานเขาก็ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน ในที่สุดคนไทยเองนั่นแหละจะเดือดร้อน เพราะทุกวันนี้ก็ไม่มีใครอยากให้ลูกให้หลานเป็นตำรวจ คนดีๆ ไม่มีใครเขาเลือกที่จะเป็นตำรวจแล้ว เขาทำอาชีพอื่นมีความสุขกว่าเป็นตำรวจเยอะแยะ
“ไม่จริง ขนาดคนใหญ่ คนโตที่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองเขายังหาช่องทางให้ลูกได้เป็นตำรวจเลย” ข้อโต้แย้งถูกสวนขึ้นใหม่ด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม จริงจัง พร้อมแสดงสีหน้าเยาะเย้ย แต่ผู้อธิบายก็ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้อธิบายถึงแม้จะถูกติดป้ายตีตราว่าลำเอียงเข้าข้างตำรวจด้วยเสียงช้าๆ ชัดๆ แต่จริงจังเช่นกันว่า "ก็บอกแล้วว่า คนดีๆ ไม่อยากเป็นตำรวจ ถึงพยายามอธิบายไงว่า ถ้าเราไม่พยายามเข้าใจเหตุที่มาของพฤติกรรมตำรวจและช่วยเหล่าบรรดาตำรวจให้หลุดพ้นจากวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อการทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ก็จะมีแต่คนเลวๆ ที่แฝงตัวเข้ามาเป็นตำรวจ หากเป็นเช่นนั้นสังคมไทยจะวิบัติเพราะพวกที่ชอบละเมิดกฎหมายกลับกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย เราจะยอมให้สังคมไทยเป็นเช่นนั้นหรือ?”
“แล้วถ้าไม่ยอมให้คนเลวมาเป็นตำรวจ จะต้องทำยังไง ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้ ก็เพราะยังงี้...” คราวนี้ผู้อธิบายกลับเป็นฝ่ายที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ เพราะในบางกรณีที่รู้ทั้งรู้ว่าคนคนนี้มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แต่ทำไมเจ้าของบ้านจึงยอมเปิดประตู?



