
สัมมนา'เพื่อไทย'สาวไส้โชว์สื่อ
สัมมนา'เพื่อไทย'สาวไส้โชว์สื่อ : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
ต้องถือว่าการจัดงานสัมมนา "ทิศทางการทำงานการเมืองของพรรคเพื่อไทย" ที่ จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 28-29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นการจัดงานที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากที่สุดนับตั้งแต่ "พรรคเพื่อไทย" ชนะเลือกตั้ง
นี่เป็นคำพูดของ ส.ส.ภายในพรรคเพื่อไทย ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมของพรรคทุกครั้งที่จัดงานสัมมนา อาจจะเป็นไปได้ว่าที่ผ่านมาสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ในอาการ "ขวัญผวา" การทำกิจกรรมจึงไม่มีใครกล้าเดินหน้า
หลังจากบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษทางการเมือง ทำให้ "มือเก๋าทางการเมือง" กล้าคิดกล้าตัดสินใจหันมาปรึกษาหารือกันฟื้นทำกิจกรรมทางการเมืองเหมือนสมัย "พรรคไทยรักไทย" อีกครั้ง
พ่องานในครั้งนี้ "ภูมิธรรม เวชยชัย" รักษาการผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย หลังจากเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 2 สัปดาห์ ได้โชว์ผลงานติดต่อกันถึง 2 งาน
งานแรกการจัดทำสื่อออนไลน์ เพื่อให้ ส.ส.สามารถสร้างกลไกให้เป็นเวทีขยายออกข้อมูลไปถึงประชาชน, การทำห้องสมุดทักษิณ ชินวัตร และตัดสินใจจัดงานสัมมนา เพื่อต้องการให้สมาชิกแต่ละภาคได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ส่งผ่านไปยัง "ผู้ใหญ่" ให้รับทราบก่อนนำไปแก้ปัญหา
การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้มีสมาชิกบ้านเลขที่ 111 มาร่วมกิจกรรมกันอย่างมากหน้าหลายตา มีเสียง ส.ส.กระซิบว่า "มาให้ผู้ใหญ่เห็นหน้าช่วงใกล้ปรับคณะรัฐมนตรี"
การจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นการเปิดช่องทางให้ "ส.ส.” ได้ระบายความในใจเกี่ยวกับปัญหาการทำงานในพื้นที่ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก “รัฐบาล" หรือรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาหรือรับฟังปัญหา
ในวันแรกของการทำกิจกรรมบนเวทีได้จัดให้ “รัฐมนตรี” ได้นำผลงานเด่นของแต่ละกระทรวงหรือแต่ละคนบอกกล่าวกับสมาชิกพรรคถึงการทำงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีความสำเร็จน่าพึงพอใจแค่ไหน อย่างไร เพื่อให้สมาชิกนำข้อมูลหรือนโยบายที่รัฐบาลได้ทำไปบอกกล่าวกับประชาชนในพื้นที่อีกต่อหนึ่ง
แต่สิ่งที่สมาชิกในห้องประชุมอยากรู้มากที่สุดคือ "บทบาทด้านนิติบัญญัติ" โดยเฉพาะความชัดเจนเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ พรบ.ปรองดองแห่งชาติ" สมาชิกอยากรู้ว่าทางพรรคจะมีทิศทางอย่างไร
โดยเฉพาะ "ผู้ใหญ่" ที่มีอำนาจเด็ดขาด เนื่องจากสมาชิกได้แบ่งความเห็นออกเป็นสองฝ่าย โดย "ฝ่ายฮาร์ดคอร์" เห็นว่า รัฐบาลควรเดินหน้าชนทั้งสองเรื่อง ขณะที่อีกฝ่ายเห็นควรถอยก่อน เพื่อรอเวลา
โดยฝ่ายที่เห็นควรเดินหน้า เพราะเห็นว่าบางเรื่อง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นนโยบายพรรคต้องเดินหน้าแก้ไขทั้งฉบับ ประกอบกับคำวินิจฉัยของ "ศาลรัฐธรรมนูญ" ก็ไม่ชัดว่าเป็น "คำสั่ง" หรือ "คำแนะนำ"
ดังนั้นควรจะลงมติวาระ 3 ทันทีที่สภาเปิดประชุม ส่วน พรบ.ปรองดองหากเห็นว่าควรเลื่อนออกไปก็ไม่มีปัญหาแต่ไม่ควรถอนร่างออกไปจากวาระ
ซึ่งเรื่องนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี และ "ทักษิณ ชินวัตร" ได้ให้ความเห็นที่ชัดเจน โดย "ยิ่งลักษณ์" ได้ยืนยันพูดชัดเจนว่า "ไม่ถอย แต่ที่ช้าหรือดูเหมือนถอย เพราะต้องการลดความขัดแย้ง"
ขณะที่ "ทักษิณ" ได้วิดีโอลิงค์เข้ามาในงานเลี้ยง ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยกล่าวว่า "ต้องประคองให้รัฐบาลอยู่ยาวที่สุด อย่าใจร้อน ต้องนิ่ง สุขุม"
นั่นหมายความว่า "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผ่านร่าง พรบ.ปรองดองแห่งชาติ" รัฐบาลเดินหน้าแน่นอน ไม่ถอนจากวาระ แต่รอเวลาที่เหมาะสม
โดยในวันที่ 31 กรกฎาคม "นายกฯ ยิ่งลักษณ์" และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะมีการรับประทานอาหารร่วมกัน โดยหัวข้อในการสนทนามี 2 ประเด็นอยู่ในวาระอย่างแน่นอน
ถือว่าได้ข้อยุติเรื่องงานบทบาทการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร!
เรื่องใหญ่ของการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ เดิมทีคิดว่าจะเป็นเรื่องการหาข้อยุติเกี่ยวกับ "การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับ พรบ.ปรองดอง"
แต่ปรากฏว่าการจัดกิจกรรมสัมมนากลุ่มย่อยให้ ส.ส.แต่ละโซนไปประชุมหารือกันก่อนนำปัญหามาสรุปเสนอต่อที่ประชุมใหญ่กลับได้รับความสนใจ โดยเฉพาะจากสื่อมวลชนไม่ใช่น้อย
เพราะการประชุมย่อย 5 โซน ได้แก่ โซนภาคเหนือ โซนภาคอีสาน โซนภาคกลาง โซนภาคใต้ และโซนกรุงเทพมหานคร แต่ละโซนได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ได้อย่างดุเดือด
โดยลืมไปว่ามีสื่อมวลชนนั่งอยู่ในห้องสัมมนาด้วย!
มีการสะท้อนปัญหาจาก ส.ส.ภาคอีสานเกี่ยวกับการรับจำนำข้าวที่สร้างปัญหาให้แก่ ส.ส.ในพื้นที่ เพราะมีชาวบ้านมาร้องเรียนรวมทั้งเรื่องโรงสีสวมสิทธิ์เอาโควตา, ปัญหามันสำปะหลัง และอ้อย
โดยเฉพาะ "ไพจิต ศรีวรขาน" ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะตัวแทนภาคอีสาน กล่าวว่า ขอให้พรรคเพื่อไทยเร่งแก้ปัญหาราคาข้าว เพราะทุกจังหวัดมีปัญหาเรื่องนี้ รวมถึงการประชุมพรรค ขอให้รัฐมนตรีเข้าประชุมด้วย ถ้าไม่มาฟังแล้ว จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ขณะที่เรื่องงานในสภา พรรคต้องใส่ใจทุ่มเทมากกว่านี้ เพราะสภาคือหัวใจของสนามรบ
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการแบ่งโซนตามโครงสร้างใหม่ของพรรคไม่คล่องตัว เวลา ส.ส.โทรศัพท์ไปหารัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาในพื้นที่ รัฐมนตรีไม่รับโทรศัพท์
ได้มีตัวแทนจาก ส.ส.ภาคอีสาน ได้พูดถึงโควตารัฐมนตรีของภาคที่มีน้อยมาก ทั้งที่มี ส.ส.ถึง 104 คน และบางคนที่เป็นรัฐมนตรีตัวแทนของภาคอีสานก็พูดภาษาอีสานไม่ได้ เวลาไปพบปะกับประชาชนก็ไม่ได้ใจ จึงขอให้พรรคพิจารณาเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีให้ด้วย
รวมทั้งอยากให้ ส.ส.กับรัฐมนตรีได้ทำงานให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น เวลาลงพื้นที่ก็ให้ประสานกับ ส.ส.ในพื้นที่ เวลามีประชุมก็อยากให้รัฐมนตรีมารับฟังหรือส่งตัวแทนมารับฟังปัญหาด้วยทุกครั้ง
การจัดสัมมนาครั้งนี้เป็นการ "เปิดเวที" ให้ ส.ส.ได้ระบายความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานาน และไม่เคยมี "ผู้ใหญ่" คนไหนมารับฟังและนำปัญหาไปแก้ไข
หลังงานสัมมนาครั้งนี้คงทำให้ ส.ส.หลายคนนอนหลับด้วยความสบายใจมากขึ้น!
.......
(หมายเหตุ : สัมมนา'เพื่อไทย'สาวไส้โชว์สื่อ : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



