
สังคมแห่งความรุนแรง
สังคมแห่งความรุนแรง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2555
การที่เด็กนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษารายหนึ่งเลือกวิถีทางของศาลเตี้ยลงทัณฑ์หญิงสูงอายุ ด้วยการใช้เก้าอี้ฟาดใบหน้าจนล้มลงและบาดเจ็บแสนสาหัส ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ชวนสลดหดหู่ใจ ซึ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยในห้วงเวลาที่คดีความรุนแรงต่างๆ กำลังถาโถมเข้าใส่แทบไม่เว้นวัน ไม่ว่าจะเป็นกรณียายลงมือฆ่าหลานชายแท้ๆ ของตัวเอง การข่มขืนกระทำชำเราคนในครอบครัว ลูกฆ่าพ่อ พ่อฆ่าลูก แม่ฆ่าลูกในไส้ทิ้งถังขยะ นักเรียนช่างกลยกพวกประหัตประหารกันอย่างบ้าคลั่ง ถ้าหากนับรวมการทะเลาะเบาะแว้งกันในสภา แวดวงสังคม การเข่นฆ่าเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองเข้าด้วยแล้ว อาจเรียกได้ว่า สังคมไทยยามนี้เป็นสังคมแห่งความรุนแรงสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
กล่าวสำหรับกรณีเด็กมัธยมทำร้ายหญิงสูงวัย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องแยกแยะการพิจารณาออกเป็นหลายประเด็นด้วยกัน เช่น 1.โทษทัณฑ์และการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมกับเยาวชน ผู้พึงได้รับการคุ้มครองตามควรแก่วัย 2.การกระทำของเด็กชายรายนั้นเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาชัดเจน ซึ่งต้องให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม 3.ในส่วนของหญิงแม่บ้าน นอกจากควรจะได้รับการเยียวยาให้สมน้ำสมเนื้อแล้ว ในอีกด้านหนึ่งซึ่งอาจเป็นด้านมืด ก็ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมในกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้เกิดความกระจ่างตามข้อกล่าวหาของเด็กชาย เพื่อมิให้กลายเป็นมลทินเกาะกินจิตใจผู้เคราะห์รายนี้ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ในกรณีที่หญิงแม่บ้านไม่มีความผิดตามข้อกล่าวหานั้น
อย่างไรก็ตาม คำพังเพยที่ว่า "แม่ปูสอนลูกปู" ยังคงทันสมัยและนำมาใช้เตือนสติกันได้อยู่เสมอ เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาเรื่องความรุนแรงในสังคมโดยถี่ถ้วนแล้ว หากจะตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมของสมาชิกในสังคมได้ถูกบ่มเพาะมาด้วยความรุนแรงรอบข้างจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คงไม่ใช่การให้ร้ายสังคมของเราจนเกินไปนัก นี่ต่างหากที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันสืบเสาะหาที่มาสาเหตุของวิถีที่อันนำไปสู่การกระทำรุนแรงต่อกันราวอมนุษย์ ถ้าจะว่าไปแล้ว ทุกคนล้วนผ่านเบ้าหลอมทางครอบครัวตามชาติกำเนิดที่แตกต่างกันออกไป แม่พิมพ์ที่โรงเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญพอๆ กับพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อ "ขึ้นรูป" อนาคตของสังคม ขณะที่สิ่งแวดล้อมโดยรวมก็ควรจะต้องออกแบบให้เป็นเบ้าหลอมอีกชั้นหนึ่งในลำดับถัดมา เบ้าหลอมที่ว่านี้มักอยู่ในรูปของสื่อต่างๆ ที่เข้าถึงเยาวชนได้โดยง่ายโดยเฉพาะในโลกยุคการสื่อสารไร้พรมแดนเช่นทุกวันนี้ ตลอดรวมไปถึง "ผู้ใหญ่" ทั้งหลายควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีเหมือนเป็นคนนำทางสำหรับคนในรุ่นถัดๆ ไป ไม่ใช่เพียงแค่ว่า ประพฤติดีอวดลูก แต่พฤติกรรมในสังคมเมื่ออกนอกกลับก้าวร้าว แย่งชิง โกงกิน ตระบัดสัตย์ ฯลฯ
ขณะเดียวกัน "เกราะ" ทางสังคมที่ทุกฝ่ายล้วนเห็นตรงกันว่า สังคมไทยทุกวันนี้ตกอยู่ในอาการของโรค "ภูมิคุ้มกันบกพร่อง" เชื้อโรคฉวยโอกาสประดามีบนโลกนี้ พร้อมที่จะเจาะทะลวงเข้าโจมตีผู้อ่อนแอเสมอ อย่างความรุนแรงที่ส่งผ่านมาทางอินเทอร์เน็ตที่ยิ่งนับวันผู้คนโดยเฉพาะเยาวชนยิ่งเข้าถึงกันได้ง่ายมากยิ่งขึ้นตราบเท่าที่เรายังเชื่อว่า จำเป็นต้องเดินก้าวไปในโลกของข้อมูลข่าวสาร ย่อมไม่มีทางเลือกอื่นใด หากแต่สังคมโดยรวมจะต้องเร่งค้นคว้าวิจัย หาวัคซีนป้องกันโรคร้ายที่กำลังกลืนกินผู้คนอยู่ในขณะนี้ มิใช่มัวแต่มุ่งหน้าหาความมั่งคั่ง ผลประโยชน์ และอำนาจส่วนตนและพวกพ้องอย่างที่เห็นและเป็นไปอย่างทุกวันนี้



