
ฮักหอมประชาธิปไตย
ฮักหอมประชาธิปไตย : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา
การเมืองในโซเชียลเน็ตเวิร์ก มิได้ร้อนแรงเฉพาะบ้านเรา ประเทศเพื่อนบ้านที่มีภาษา และวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เราก็สามารถสื่อสารข้ามน้ำข้ามโขงได้
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ช่วงรอยต่อการเปิดประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงต้องเผชิญหน้ากับการเรียกร้องประชาธิปไตยของขบวนการนักศึกษา และปัญญาชน เป็นครั้งแรก และการลุกขึ้นของเสรีชนในคราวนั้น ก็จบลงด้วยการใช้อำนาจของ "พรรคและรัฐ" กำจัด "คนบ่ดี" ออกไปจากสังคม
วันเวลาล่วงผ่านมาถึงยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก เริ่มเห็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของคนลาวบนเฟซบุ๊กอีกครั้ง
"องค์การตรวจสอบแห่งรัฐ ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่า เพราะตามที่เห็นปรากฏการณ์ในบ้านเมืองเฮา พวกพนักงานราชการและนักการเมืองบางคน ทำงานไม่ถึง 10 ปี บ้าน พระราชวังก็ไม่ปาน รถวีโก้ รถเก๋งเปลี่ยนคันตลอด ทั้งที่เงินเดือนเพียง 8 แสนกีบเท่านั้น ธุรกิจอะไรก็ไม่ได้ทำ โดยเฉพาะพนักงานภาษี อัยการ ศาล ตำรวจ ที่ข้อยเว้าเป็นเพียงบางคนเด้อ ข้อยเห็นมากับตาแถวบ้านข้อยเอง ถ้าขืนปล่อยปละละเลยไปแบบนี้ ส.ป.ป.ลาว สิล่มจมเพราะพวกโกงชาติ พวกนี้แหละ องค์การตรวจสอบเชิญไปตรวจตราให้เข้มงวดหน่อย"
ผู้ใช้นามว่า Politician Dek's โพสต์ข้อความข้างต้นนี้ ซึ่งได้มีปฏิกิริยา ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยตามมาพอสมควร
ที่แรงหน่อยก็เห็นจะเป็นผู้ที่ชื่อว่า Huklao Der's เพราะเรียกกลุ่มคนที่วิจารณ์รัฐบาลว่า "นักเห่าหอน"
"สำหรับอยู่เมืองลาว ควรทำอย่างไร เพื่อให้เหมาะกับเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม และความสงบปรองดองชาติ พูดออกมาให้สมกับวุฒิการศึกษาของพวกท่าน พูดให้มีเหตุผล มีตรรกะ มีวิทยาศาสตร์ มีหลักฐาน มีข้อมูลที่เอาผิดกับคนโกงได้ ไม่ใช่พูดแบบพระเทศน์ พูดแบบกำปั้นทุบดิน หรือพูดแบบกำกวมสร้างความสับสน มันไม่ต่างจากหมาเห่าช้าง เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังเป็นการบอกว่าบ้านเมืองนี้ ช่างมีหมามากมาย เห่าหอนกวนบ้านกวนเมือง...เดี๋ยวมีคนเอาไปนึ่งกิน บ่ได้เห่าจ้อย"
แต่ผู้ใช้นามว่า "เสรีเพื่อชาติลาว" กลับเสนอความเห็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยค่อนข้างแรง
"ต้องช่วยกันปลุกความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ เรียกร้องสิทธิของตนเอง และเพื่อพ่อแม่อ้ายน้องทุกคน ให้มีความฮักหอมประชาธิปไตย อย่าให้มีพวกขายชาติ กลืนชาติอีกต่อไป บ่แม่นเฉพาะแต่พวกเฮา แต่เพื่อลูกหลานลาวทุกคนในอนาคต ประชาธิปไตยจึงจะเจริญ ไม่นานหรอก ประชาชนลาวทุกคน มีความคิดในลักษณะที่พวกเฮาแสดงกันอยู่นี่ เมื่อมันเหลืออดแล้ว พวกโกงกินทั้งหลาย ตายบ่ดีแน่นอน"
จริงๆ แล้ว ถ้าใครรับชมการถ่ายทอดสดการประชุมสภาแห่งชาติทางช่องลาวสตาร์ หรือช่อง 3 (โทรทัศน์แห่งชาติ) ก็จะเห็นบรรยากาศประชาธิปไตยแบบลาว
เมื่อเร็วๆ นี้ ทรงฤทธิ์ โพนเงิน คอลัมนิสต์ที่ช่ำชองเรื่องอินโดจีน ได้เขียนถึงการประชุมสภาแห่งชาติสมัยสามัญครั้งที่ 3 ว่า มีกระแสข่าวที่ร่ำลือว่า คำเผย ปานมาลัยทอง ส.ส.เขตนครเวียงจันทน์ ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งกรรมการศูนย์กลางพรรค และประธานสถาบันวิทยาศาสตร์สังคมแห่งชาติลาว โดยยังคงเหลือเพียงตำแหน่ง ส.ส.เท่านั้น
สาเหตุที่ถูกปลด เพราะเขาได้แสดงความคิดเห็นต่อความผิดพลาดของพรรคในการพัฒนาทางด้านการศึกษาแห่งชาติ (สมัยการประชุมสภาปลายปีที่แล้ว)
"เฮาเฮ็ดการศึกษาให้คนเห็นค่านิยมที่บ่ถูกต้อง คั่นว่าบ่เอาจงรักภักดีต่อผู้นั่นผู้นี้ หรือว่าจงรักภักดีต่อลัทธินั่นลัทธินี้ก็แม่นว่าการเมืองหนักแน่น แต่ว่าลัทธิอันนั้นมันแม่นอีสังแท้ ตัวอย่างก็แม่นลัทธิมาร์กซ์ เลนิน ก็แม่นแนวคิดของท่านมาร์กซ์ ท่านเลนิน เพิ่นสร้างสังคมนิยมอยู่ยุโรปพุ้นในศตวรรษที่ 19 อยู่รัสเซียในศตวรรษที่ 20 แต่เฮาสร้างสังคมนิยมอยู่ลาว อยู่บ้านเฮา คนลาว สังคมลาว เป็นหยังจะต้องเอาแนวทางการเมืองของผู้อื่นหั่นมาเป็นพื้นฐานให้กับแนวทางการเมืองของพวกเฮา"
อย่างไรก็ตาม คำเผย ก็ยังคงเข้าร่วมในการประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 3 ของสภาแห่งชาติลาวในครั้งล่าสุดนี้ตามปกติ
เรื่องเล่าประชาธิปไตยลาว บอกให้รู้ถึงวัฒนธรรมการเมืองของแต่ละชาติที่แตกต่างกัน เหมือนสหายคำเผย ถามเพื่อน ส.ส.ลาวว่า ทำไมจะต้องเอาแนวทางการเมืองของชาติอื่นมาเป็นพื้นฐานการเมืองของลาว
เมื่อฮักหอมประชาธิปไตยบ้านเฮา คนในชาติเดียวกันก็ต้องฮักหอมฮักแพงกัน!



