
ตำรวจต้องเป็นกลาง
ตำรวจต้องเป็นกลาง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 25 ก.ค.2555
วันที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสารวัตรขึ้นไปที่สโมสรตำรวจ ทำเอาหลายฝ่ายเกิดความไม่สบายใจโดยเฉพาะประเด็นในช่วงท้ายๆ ที่พูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะผบช.น.ย้ำว่าที่มีวันนี้ได้เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ แล้วถ้าใครว่าอดีตนายกฯ ไม่จงรักภักดีตนเองยอมรับไม่ได้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร จบนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 26 ได้รับรางวัลจักรดาว มีใครได้สักกี่คน ได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงที่สุด สมรสพระราชทาน ถ้าคนอย่างนี้ไม่จงรักภักดีแล้วใครจงรักภักดี เป็นการบอกกล่าวที่ชัดแจ้งต่อหน้านายตำรวจระดับสูงของกองบัญชาการตำรวจนครบาลกว่าพันนาย
ช่วงแรกของการเรียกประชุม ผบช.น.ก็ได้เน้นย้ำถึงการทำงานโดยเฉพาะระดับผู้กำกับฯ โรงพักให้ลงพื้นที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน ไม่ใช่เอาแต่ดูบัญชีรายรับรายจ่ายหรือทำเฉพาะคดีที่มีผลประโยชน์ รวมถึงการตั้งด่านตรวจเพื่อแจกใบสั่งทำยอดค่าปรับท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน โดยยกตัวอย่างจากที่เคยทำในกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีการออกใบเตือนก่อน ไม่ใช่ไปสุ่มจับหรือตั้งด่านกีดขวางการจราจร พร้อมย้ำให้ระดับผกก. ลงพื้นที่ไปตรวจดูแลการจราจรให้ชาวบ้านอุ่นใจ และผกก.ต้องไปเปิดดูบันทึกประจำวันด้วยว่า มีคดีอะไรบ้าง มีการเป่าคดีหรือไม่ ปัญหาเรื่องยาเสพติดในพื้นที่ กำชับให้ตำรวจห้ามยุ่งเกี่ยวและให้โรงพักทำตัวเลขสถิติการจับกุมไว้ด้วย ด้านอบายมุข ก็ให้ดำเนินการให้หมด หากหน่วยอื่นเข้าไปจับก็ไม่ต้องมาลงชื่อ
เป็นการชี้แจงที่เข้มข้นล้อไปกับนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง แต่ในช่วงสุดท้ายที่กล่าวไปแล้วนั้นกลับทำให้นายตำรวจที่เข้ารับนโยบายเกิดความไม่สบายใจและมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงกำลังจับตาในเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่าสถานะหนึ่งของพ.ต.ท.ทักษิณ คือผู้หนีโทษทางอาญา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตามจับตัวมาลงโทษตามกระบวนความ แต่การที่ผบช.น.ซึ่งถือเป็นหัวหน้าหน่วยงานสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาพูดในลักษณะนี้นายตำรวจระดับปฏิบัติจะดำเนินการอย่างไร ที่สำคัญในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย แบ่งเป็นฝักฝ่าย ต้องการความสามัคคีในชาติ ข้าราชการโดยเฉพาะระดับสูงต้องวางตัวเป็นกลางเป็นหัวแถวให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเดินตาม
ในส่วนตัวถึงแม้จะเป็นสิทธิที่จะเลือกหรือไม่เลือกชอบใครก็คงไม่มีปัญหา แต่เมื่อข้าราชการสวมเครื่องแบบและเป็นวาระในการให้นโยบายต่อกำลังพลของหน่วยจึงไม่ควรนำความพึงพอใจส่วนตัวมาปะปน ขณะเดียวกันประชาชนทั่วไปจะยอมรับได้อย่างไรหรือเชื่อถือต่อต้นธารกระบวนการยุติธรรมเพราะการเลือกข้างของผู้นำหน่วยจะมีผลต่อการอำนวยความยุติธรรมโดยเฉพาะคดีทางการเมือง จะเกิดความเอนเอียงข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ ทั้งที่เมืองหลวงคือจุดศูนย์รวมทางการเมืองตั้งแต่ระดับบริหารประเทศเรื่อยลงไปถึงการชุมนุมทางการเมือง ที่มักมีเหตุกระทบกระทั่ง เกิดคดีความฟ้องร้องกันไปมาระหว่างกลุ่มการเมือง ดังนั้นตำรวจจึงต้องเป็นผู้เที่ยงธรรม ไม่ใช้อำนาจไปทางใดทางหนึ่งต้องผดุงความยุติธรรมของสังคมเป็นหลัก



