
อย่าทิ้งประชาคมท้องถิ่น
อย่าทิ้งประชาคมท้องถิ่น : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 23 กรกฎาคม 2555
การมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 22-24 กรกฎาคมนี้ ของ พล.อ.เต็ง เส่ง ประธานาธิบดีแห่งสหภาพพม่า จะได้หารือกันถึงโครงการท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรมทวาย ทั้งนี้ตามกำหนดการ พล.อ.เต็ง เส่ง จะไปเยี่ยมชมท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 4 จ.ชลบุรี รับฟังการบรรยายภาพรวมการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไทย การเชื่อมโยงภายในภูมิภาค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกทวายกับพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก รวมทั้งการพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก การให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่อุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด โดยสรุปก็คือ จะชี้ให้ พล.อ.เต็ง เส่ง ได้เห็นถึงภาพรวมของโครงการความร่วมมือของสองประเทศที่กำลังรุดหน้าไปนั่นเอง
โครงการท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรมทวาย และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า คาดการณ์กันว่า หากแล้วเสร็จจะเป็นประตูเศรษฐกิจ (เกตเวย์) แห่งใหม่ของโลกตะวันตกและตะวันออก โครงการนี้ได้เริ่มงานก่อสร้างงานพื้นฐานไปก่อนหน้านี้ตั้งแต่หลายปีก่อน จนถึงปัจจุบันเป็นที่คาดหมายว่า ประเทศไทยซึ่งกำลังดำเนินการตามแผนงานรองรับ จะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาลจากโครงการขนาดใหญ่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ และเป็นเส้นทางการค้าแห่งใหม่อันประกอบด้วย ถนน ทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ช่วยร่นระยะเวลาการขนส่งแต่เดิมที่ต้องผ่านทางช่องแคบมะละกาจากเดิมราวครึ่งเดือน ให้เหลือเพียง 6 วันแห่งนี้
แน่นอนว่า เมกะโปรเจกท์นี้ย่อมเป็นที่หมายตาของนักลงทุนที่กำลังเล็งผลเลิศจากพื้นที่นับเนื่องตั้งแต่ ท่าเรือน้ำลึก ที่อยู่ห่างจากเมืองทวายประมาณ 30 กิโลเมตร ผ่านเข้าไทยที่ ต.น้ำพุร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี แล้วตัดผ่านไปทางตะวันออกที่ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เมื่อลองขีดเส้นลงบนแผนที่ก็จะเห็นระบบโลจิสติกส์ที่เอื้อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เพราะ จ.กาญจนบุรี และแหลมฉบัง ล้วนเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้าแห่งใหม่ ใช้เวลาในการขนส่งสินค้าไม่เกิน 4 ชั่วโมง ขณะที่ทางหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรีเองก็ออกมาขานรับกันอย่างคึกคัก ด้วยเห็นว่า สิ่งที่จะตามมาจากโครงการนี้ นอกจากการขนส่งระหว่างตะวันตกกับตะวันออกแล้ว ยังหมายถึงการจ้างงาน เกิดการประกอบการอุตสาหกรรมรายใหม่ สร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้น
ไม่เพียงแต่การขนส่งและอุตสาหกรรมเท่านั้น หากแต่โครงการยักษ์นี้ยังรวมเอาแผนงานการก่อสร้างที่พักอาศัย ศูนย์การค้า โรงแรม รีสอร์ท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ให้เป็นศูนย์การท่องเที่ยว อาจเรียกได้ว่าเป็นการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่เลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม การ "สร้างเมือง" ขึ้นมาตามลักษณะเช่นว่านี้ รัฐบาลควรจะต้องคำนึงถึงผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ เพราะถึงอย่างไรเสีย ไม่ว่าจะสร้างโครงการขนาดใหญ่ชนิดไหนขึ้นมาย่อมมีผลกระทบรอบข้างอย่างยากจะหลีกเลี่ยง การรณรงค์ประชาสัมพันธ์บอกกล่าวประชาคมท้องถิ่นให้ถ้วนทั่วมากกว่าทุกวันนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่นี้ จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดภาคตะวันตกทั้งหมด ไม่เฉพาะกาญจนบุรีเท่านั้น หากยังมีราชบุรี เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และนนทบุรี (ซึ่งมีโครงการมอเตอร์เวย์บางใหญ่-บ้านโป่ง รวมอยู่ด้วย) ฯลฯ เพราะถึงอย่างไรเสีย ประชากรจำนวนหลายล้านคนในย่านนี้ก็ควรจะรับรู้และเตรียมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้โดยทั่วถึงกัน



