
ไล่บี้'จีที200'ระวังหยิกเล็บเจ็บเนื้อ!
ไล่บี้'จีที200'ระวังหยิกเล็บเจ็บเนื้อ! : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์
รู้สึกแปลกใจขึ้นมาทันทีหลังจากเห็นข่าว "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมทำหนังสือถึง 13 หน่วยงานที่มีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและวัตถุต้องสงสัย รุ่นจีที 200 และรุ่นอัลฟ่า 6 ให้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอ หากตรวจสอบแล้วพบว่าหน่วยงานถูกฉ้อโกงหลอกลวงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเครื่องดังกล่าว
ทำไมอยู่ดีๆ "ธาริต" จึงนำเรื่องนี้หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นให้เป็นเป้าของสังคมอีกครั้ง!
ทั้งที่คดีนี้มีผู้ร้องเรียนให้ "ดีเอสไอ" เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ปี 2553 และ "ดีเอสไอ" ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ดำเนินการตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2554 หลังตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุต้องสงสัยทั้ง 2 รุ่นจัดซื้อแพงเกินจริง และฮั้วประมูล
การหยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นอีกครั้งอาจมองได้หลายแง่มุม
ทาง "ดีเอสไอ" อาจต้องการจะนำเสนอข่าวให้สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมของอังกฤษ ได้พิจารณาโทษเจ้าของบริษัทผู้ผลิตเครื่อตรวจวัตถุระเบิด จีที 200 ข้อหาฉ้อโกงและข้อหาอื่น รวม 6 กระทง ขณะที่ในประเทศไทย ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องผลการตรวจสอบหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ "ปปช."
อย่าลืมว่าภาพของ "ดีเอสไอ" ในขณะนี้ถูกมองว่ากำลังถูกใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง"
ซึ่ง "ธาริต" เองก็ยอมรับว่า "การทำงานของดีเอสไอต้องสนองตอบนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากมีกฎหมายและหลักเกณฑ์ระบุไว้ว่าข้าราชการพลเรือนต้องปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาล หากหน่วยงานไม่ปฏิบัติตามจะถือว่ามีความผิด"
ดังนั้นการทำงานของ "ดีเอสไอ" จึงมักถูกดึงไปเชื่อมโยงกับการเมืองเกือบทุกเรื่อง
แต่สำหรับประเด็นข่าว "จีที 200" ในครั้งนี้อาจจะแปลกกว่าทุกครั้ง เพราะต้นตอของข่าวไม่ใช่ "ธาริต" เป็นผู้ให้ข่าวแถลงเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
จะเห็นว่าระยะหลัง "ธาริต" จับต้องคดีไหนมักแถลงข่าวด้วยตัวเองแทบทุกครั้ง ตั้งแต่จับซีดีเถื่อน, กระเป๋าแบรนด์เนม, บุกรุกที่สาธารณะ, แก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ เรียกว่าสร้างผลงานคดีเล็กคดีน้อยไปจนถึงคดีใหญ่ ราวกับเพื่อให้เข้าตา "นาย"
จนถูกใครต่อใครแซวว่า "ธาริต เปลี่ยนสี" ซึ่งตัวเขาเองเชื่อว่าเป็นมุมมองของบุคคลที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย เนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมยืนยันการทำงานตามหน้าที่อย่างมืออาชีพเท่าที่จะทำได้
แต่ข่าว "จีที 200" ครั้งนี้เป็นเพียง "ข่าวแจก" ไม่ใช่ข่าว "ธาริต" นั่งแถลงเหมือนทุกครั้ง
ทั้งที่เนื้อหาสาระของข่าวจัดว่าเป็นข่าวใหญ่ไม่แพ้ข่าวอื่นที่ "ธาริต" เคยนั่งแถลง
นั่นแสดงว่า "ธาริต" รู้ดีว่าการนำเสนอประเด็น "จีที 200" หากสาวและขยายผลไปให้ถึงต้นตอย่อมมีรัฐบาลและหน่วยงานจำนวนมากเข้ามาเกี่ยวข้องรวมถึงรัฐบาลปัจจุบันด้วย!
เพราะการจัดซื้อเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด หรือ "จีที 200" ทางกองทัพเริ่มจัดซื้อมาใช้ตั้งแต่ปี 2547 ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในสมัย "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน" เป็น "ผู้บัญชาการทหารบก"
และมีการขออนุมัติซื้อเพิ่มเติมเป็นระยะๆ ในปี 2548 และมีการสั่งมาใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดใน "กองทัพบก" ช่วงปี 2550 โดยผ่านทางกองอำนวยการมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในสมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น "ผู้บัญชาการทหารบก"
สำหรับหน่วยงานที่จัดซื้อมีทั้ง กองทัพ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงมหาดไทย
และมีการจัดซื้อเพิ่มเติมในปี 2551 จนถึงปี 2552 ตั้งแต่รัฐบาล "สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
โดยหน่วยงานรัฐได้จัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและวัตถุต้องสงสัย รุ่น จีที 200 และรุ่นอัลฟ่า 6 ทั้งหมดรวม 1,576 เครื่อง
เรียกว่าใครเป็นรัฐบาลก็สั่งซื้อเหมือนกัน!
จนถึงปัจจุบัน "กองทัพบก" เป็นหน่วยงานที่มีเครื่องจีที 200 ใช้มากที่สุด
ดังนั้นการนำประเด็นเรื่อง "จีที 200" มาขยายผลอีกครั้งไม่ว่าจะในแง่ไหนก็จะกระทบพัวพันกันไปทุกส่วน
โดยเฉพาะประเด็นนี้อาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่าง "กองทัพ" กับ "รัฐบาล" เพราะกองทัพถือเป็นหน่วยงานในการจัดซื้อและใช้งานมากที่สุด และก่อนหน้านี้ "ผู้ใหญ่" ในกองทัพต่างออกมาการันตีว่า "จีที 200" เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ก็ขนาด "พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ยังออกให้สัมภาษณ์ไล่หลังดีเอสไอโดยยืนยันว่า "เครื่องจีที 200 สามารถใช้งานได้จริง และมีข้อพิสูจน์แล้ว อย่านำผลในวันนี้มาคิดย้อนหลัง เวลานั้นซื้อมาเขาจะรู้หรือไม่ว่าใช้งานไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นต้องดูเหตุการณ์ในเวลานั้นด้วย.."
ดังนั้นการที่ "ดีเอสไอ" ออกมาเปิดประเด็นเรื่อง "จีที 200" แทนที่จะเป็นผลงานอาจกลายเป็นสร้างปัญหาแทน เพราะงานนี้ถ้าไล่บี้กันจริงๆ โดนกันทั่วหน้า!
................
(หมายเหตุ : ไล่บี้'จีที200'ระวังหยิกเล็บเจ็บเนื้อ! : ขยายปมร้อนโดยสมถวิล เทพสวัสดิ์)



