คอลัมนิสต์

ที่มั่นสุดท้าย

ที่มั่นสุดท้าย

20 ก.ค. 2555

ที่มั่นสุดท้าย : กระดานความคิด โดยอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง [email protected]

              สังคมที่ถูกกล่อมเกลาด้วยวิถีแห่งความเชื่อของศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีที่มีการสั่งสมและถ่ายทอดติดต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่ขาดสายเป็นเวลาอันยาวนานนับพันๆ ปี คือสังคมที่ทรงคุณค่ายิ่ง สมควรที่จะเป็นแบบอย่างในการสร้างสรรค์สังคมในปัจจุบันและอนาคต รูปแบบการกล่อมเกลาของสังคมเช่นนี้คงจะมีหลงเหลือและยั่งยืนบนโลกนี้ไม่มากนัก หากมองเพียงการกล่อมเกลาที่เป็นเรื่องวัฒนธรรมประเพณีเพียงอย่างเดียวคงจะไม่สามารถอยู่ยงจนยาวนาน คงจะหลงลงเฉพาะยุคเฉพาะสมัยแล้วจะจางหายไป แต่ถ้าวัฒนธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานและเกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนาที่ลึกลงไปในความศรัทธาที่นับถือในจิตใจ กอปรกับเนื้อหาแห่งความเชื่อได้ถูกกำหนดไว้เพื่อการปฏิบัติในพิธีกรรมต่างๆ เป็นนิตย์มาอย่างต่อเนื่องด้วยแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะสามารถแสดงได้ว่าเป็นความดีงามที่ไม่ได้ทำให้สังคมนั้นๆ ล้มเหลวในตัวของมันเองได้ประการหนึ่ง
 
              สังคมไทยเป็นหนึ่งในชุมชนประเทศนี้และเป็นส่วนหนึ่งที่ประกอบกรรมขัดเกลาสังคมของตนเองอย่างยั่งยืนที่เป็นแบบอย่างหนึ่งของโลก เชื่อว่าในประเทศไทยมิได้มีการขัดเกลาในสังคมเพียงหนึ่งรูปหนึ่งแบบเดียวที่เหมือนกันหมด หากจะลงลึกในสังคมย่อยๆ คงจะมีพื้นฐานความเชื่อและกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของชนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในชาติพันธุ์ต่างๆ อีกมากมาย ถึงแม้จะต่างวิถีแต่ต่างเกี่ยวก้อยกันและกันอย่างเป็นระบบและถ้อยทีถ้อยอาศัยกันและกันจนทำให้สังคมไทยอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน แต่มีสังคมชนกลุ่มในบางชาติพันธุ์ไม่น้อยที่ไม่สามารถทนต่อกระแสแห่งวัฒนธรรมและแนวคิดแห่งโลกาภิวัตน์ที่โหมกระหน่ำอย่างหนักหน่วงและในที่สุดต้องจำยอมสลายหลอมรวมที่มั่นแหล่งสุดท้ายของตนเป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นไปในปัจจุบันกาลอย่างน่าขมขื่นยิ่ง
 
              มองไปที่ชนกลุ่มมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นชนกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่ยังดำรงความมีและความเข้มแข็งของวิถีตนมาย่างต่อเนื่องและอีกยาวนาน คงไม่ยากเย็นหรืออ่อนไหวกันมากนักที่จะทำความเข้าใจในวิถีของมุสลิม(ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม)และมลายูมุสลิมในที่นั่นว่า “เขาทั้งหลายสามารถดำรงอยู่ในสังคมไทยและสังคมโลกที่กระแสแห่งการเปลี่ยน..เปลี่ยน..และจงเปลี่ยน..?ได้โถมกระหน่ำอย่างหนักหน่วงได้อย่างไร?”
 
              วิถีที่เรียบง่ายและตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานแห่งคำสอนที่หนักแน่น ประกอบกับมีแนวทางที่เป็นแบบอย่างเพื่อการปฏิบัติตามอย่างชัดเจน คำสอนง่ายๆ ไม่เกินความสามารถของความเป็นมนุษย์ที่จะคิดและปฏิบัติได้ ชีวิตที่ต้องมีกรอบแนวคิดและวิถีปฏิบัติที่ได้รับการสั่งสอนถ่ายทอด การขัดเกลาทางสังคมจากความเชื่อศรัทธาในศาสนาที่มุ่งเน้นความถูกต้อง ความดีงามและความสันติสุขในสังคมมาอย่างต่อเนื่องนับกว่าพันปี กระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในสังคมคือการสร้างสังคมให้มีพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของทุกชุมชนคือมัสยิด(บ้านของพระเจ้า)เพื่อการปฏิบัติการละหมาดวันละ 5 เวลา ในเกือบทุกมัสยิดจะมีการเรียนการสอนศาสนาขั้นพื้นฐาน(ฟัรดูอีน)แก่ลูกหลานที่เรียกในชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า โรงเรียนตาดีกาหรือทางราชการจะเรียกว่าศูนย์จริยธรรมประจำมัสยิด ซึ่งนักเรียนที่เข้าเรียนจะเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนในระดับประถมศึกษาของการศึกษาภาคบังคับ(ที่หลักสูตรในโรงเรียนของรัฐให้ความรู้เรื่องศาสนาไม่เพียงพอ)เมื่อเขาสำเร็จชั้นประถมศึกษาเขาจะศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาทั้งโรงเรียนของรัฐโดยทั่วไปหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม(ที่สอนวิชาศาสนาและวิชาสามัญศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ)และอาจจะเลือกเดินในการศึกษาตามอัธยาศัยคือการศึกษาต่อศาสนาเชิงลึกในสถาบันการศึกษาปอเนาะที่มีมากมายในพื้นที่และเชื่อว่ามีมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และภาษาหลักที่ใช้เป็นสื่อการสอนคือภาษามลายู(อักขระยาวีมิใช่เขียนด้วยภาษาอื่น)ภาษาอาหรับและภาษาไทย เหล่านี้คือที่มั่นสุดท้ายที่มลายูมุสลิมยังคงสามารถดำรงความเป็นชาติพันธุ์และมั่นคงในวิถีศาสนาอยู่ในสังคมประเทศไทย