คอลัมนิสต์

ถึงเวลาปฏิบัติการเชิงรุก

ถึงเวลาปฏิบัติการเชิงรุก

20 ก.ค. 2555

ถึงเวลาปฏิบัติการเชิงรุก : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2555

              สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากยังอยู่ในภาวะอันตรายและสุ่มเสี่ยงยิ่งนัก แม้จะมีคำยืนยันจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอยู่เสมอๆ ว่า การอุบัติของโรคนี้ถือเป็นปกติทั้งความรุนแรง และจำนวนผู้ป่วย ซึ่งแม้จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่ถือว่าเกินกำลังจะรับมือ แต่เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีรายงานจากสาธารณสุขจังหวัดน่านว่า มีเด็กอายุ 1 ขวบ 9 เดือนป่วยด้วยเชื้อไวรัสเอนเทอโร 7 หรือโรคมือเท้าปาก มีอาการภาวะปอดอักเสบ ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ ขณะที่เกิดกระแสข่าวลือขึ้นว่า เด็กอายุไล่เลี่ยกัน เสียชีวิตลงด้วยโรคนี้ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ซึ่งผู้เกี่ยวข้องต้องออกมาแก้ข่าวกันพัลวันว่ายังต้องรอผลพิสูจน์แน่ชัดในอีก 5 วันข้างหน้า แต่เบื้องต้นพบว่าเสียชีวิตเพราะกล้ามเนื้อหัวใจ หาใช่เพราะติดเชื้อไวรัสนี้

              อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บเข้าขั้นวิกฤติของเด็กเล็กที่ จ.น่าน บวกกับกระแสข่าวลือเรื่องมีผู้เสียชีวิต สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงบางประการ อย่างแรกก็คือ ยังมีเด็กอีกมากน้อยขนาดไหนที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล พูดง่ายๆ ก็คือ มีผู้เจ็บป่วยซุกซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ขาดการเหลียวแลเอาใจใส่ และท้ายที่สุด จะทำให้ไม่สามารถตัดวงจรของโรคได้จริง ประการต่อมา กระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ถ้าหากชาวบ้านร้านตลาดจะพูดกันปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย เพราะทุกคนโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กย่อมตกอยู่ในภาวะตื่นกลัว ด้วยเหตุแห่งการเข้าไม่ถึงข่าวสาร และความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วย เราต้องไม่ลืมว่า สังคมไทยเรานั้น มีผู้คนอีกไม่น้อยที่ยังบูชาผีสาง กราบไหว้ต้นไม้ และสัตว์เกิดใหม่พิการ 

              ครั้งเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดหมู ที่ประเทศเม็กซิโก เมื่อปี 2552 ทำให้มีผู้เสียชีวิตลงอย่างน้อย 149 รายนั้น เราก็เชื่อกันว่าเชื้อโรคคงไม่สามารถข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงไทยได้ แต่แล้ววันหนึ่งกลับปรากฏว่า มีหญิงไทยซึ่งเพิ่งเดินทางกับจากต่างประเทศ เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยอาการของโรคนี้ นับจากนาทีที่ข่าวแพร่ออกไป สังคมไทยก็ตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก ลุกลามไปถึงการหยุดบริโภคเนื้อหมูเลยทีเดียว เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นบทเรียนสำคัญยิ่งว่า การจะต่อสู้กับโรคระบาดโดยไม่ทำให้สังคมเกิดความตื่นกลัวตามมาด้วยแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการเชิงรุก เดินหน้าเข้าหาโรค เช่นที่เคยใช้ต่อสู้กับโรคทางเดินหายใจชนิดเฉียบพลับ หรือซาร์ส มิใช่อืดอาดยืดยาด ซ้ำปกปิดข้อมูลอย่างเช่นการระบาดของไข้หวัดนก

              ถึงเวลานี้ แม้จะยังไม่มีเด็กต้องเซ่นสังเวย แต่ก็หาควรไม่ที่จะตั้งมั่นอยู่ในความประมาทด้วยคำประกาศให้ความมั่นใจด้วยปากเปล่า โดยที่ยังไม่มี "ทัพหน้า" ลงมือตัดวงจรของโรคอย่างจริงจัง เช่น การสั่งการจากวอร์รูมส่วนกลาง ที่มี "แม่ทัพ" ผู้มีผลการเอกซเรย์พื้นที่หาผู้ป่วยและข้อมูลประกอบอยู่ในมือพร้อมพรักรอบด้าน ไปยังทุกจังหวัดของประเทศ  ถ้าจะมองว่า มาตรการเชิงรุกเหมือนกระต่ายตื่นตูมก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร ถ้าหากว่ามันใช้ได้ผลและหยุดยั้งการแพร่ระบาดได้จริง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้น เราจะต้องคิดในทางเลวร้ายสุดๆเอาไว้ก่อน ไม่ใช่ปลอบประโลมกันไปวันๆ ด้วยการนำเสนอข่าวแต่ในด้านดีว่า รอประเดี๋ยวโรคก็จะหายไปเอง