
ครบรอบปีภัยพิบัติ
ครบรอบปีภัยพิบัติ : บทบรรณาธิการประจำวันที่19ก.ค.2555
การปิดถนนประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมหนักเมื่อปีที่แล้ว ยังคงมีให้เห็นแทบไม่เว้นวัน เริ่มจากต่างจังหวัดเมื่อหลายเดือนก่อน ลุกลามเข้ามาในเขตปริมณฑล และล่าสุด เริ่มขยายวงเข้ามาสู่กลางเมืองแล้ว ไม่ว่าจะเป็นย่านชุมชนบางแค-เพชรเกษม ดอนเมือง ทั้งนี้ ผู้ประท้วงเห็นว่า มีสิทธิที่จะได้รับเงินช่วยเหลือหลังคาเรือนละ 2 หมื่นบาท ด้วยความเดือดร้อนที่ประสบหาได้ยิ่งหย่อนไปกว่ารายอื่นๆ ที่รัฐได้จัดสรรให้ไปก่อนหน้า ถ้าจะเรียกว่าเป็นการประท้วงมาราธอนหน้าน้ำชนหน้าน้ำข้ามปีก็คงไม่เกินเลยจากความเป็นจริงนัก
การจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัย โดยอาศัยกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นเครื่องมือนั้น ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่นักการเมืองท้องถิ่นจะแลเห็นเงินเยียวยาที่ได้รับมาเป็นเครื่องมือของตนด้วยเช่นกัน นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นได้ บางหมู่บ้านน้ำท่วมแค่ตาตุ่ม แต่ผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นสามารถหาเงินชดเชยมาให้ได้ครอบครัวละ 5,000 บาท เพราะถือว่าได้รับความเดือดร้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหมู่บ้านที่ต้องลอยคอหนีน้ำ ซ้ำร้ายกว่านั้น บางหมู่บ้านผู้บริหารส่วนท้องถิ่นประกาศเลยว่า เงินเยียวยา 2 หมื่นบาท หามาให้ได้แน่ ถ้าลงคะแนนเสียงเลือกเขาในการเลือกตั้งครั้งหน้า เมื่อการแจกจ่ายไร้มาตรฐานเช่นนี้แพร่กระจายออกไป ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่จะเกิดม็อบเรียกร้องไม่มีที่สิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสถานการณ์การประท้วงปิดถนนบ่อยครั้งขึ้น รัฐกลับทำขึงขังว่าจะไม่ยอมจ่ายเงินให้ เพราะไม่ได้เดือดร้อนจริง หากแต่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ขณะที่การชุมนุมบางแห่งแกนนำก็ถูกจับกุมส่งศาลไปแล้วนั้น กรณีเช่นนี้ก็จำเป็นต้องลงลึกในรายละเอียดว่า คำว่าการเมืองหนุนหลังมีขอบเขตของนิยามแค่ไหน เพราะดังที่กล่าวมาก็คือ การเมืองท้องถิ่นเข้าไปเกี่ยวกับเงินเยียวยามาตั้งแต่ต้น ถ้าหากรัฐเพิ่งมากลับลำเอาในระยะหลังก็จะถูกกล่าวหาว่าเลือกปฏิบัติได้เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่รัฐจะพึงทำได้ในเหตุการณ์เฉพาะหน้ายามนี้ก็คือ สำรวจพิสูจน์ทราบในทุกพื้นที่ที่เคยประสบภัยตามบันทึกของทางการที่น่าจะมีอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อให้เงินเยียวยาถึงมือผู้ประสบภัยทุกคนโดยเร็วที่สุด
เช่นเดียวกับการซ่อมแซมสาธารณูปโภค ถนนหนทาง ถนนสายหลักบางสายผู้รับเหมาทำท่าเหมือนจะทิ้งงาน หลังจากใช้ข้ออ้างเรื่องน้ำท่วมเมื่อปีกลายมาเป็นเหตุให้ต้องล่าช้าออกไป แต่หลังน้ำลดเข้าภาวะปกติแล้ว การบำรุงซ่อมแซมกลับยังแน่นิ่งจนผิดสังเกต ชวนให้สงสัยถึงการประมูลจัดจ้างที่อาจมีการฉ้อฉลกลในขึ้นได้ ขณะที่มาตรการปกป้องนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ นั้น บรรดาผู้ประกอบการต่างพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการสร้างเขื่อนขึ้นมาล้อมรอบเขตโรงงานเอาไว้ ท่ามกลางความระแวงสงสัยเรื่องความเสมอภาค
เหล่านี้ล้วนส่อแสดงให้เห็นว่า นับจากหลังน้ำลดมาแล้วนี้ ผู้ประสบภัยระดับครัวเรือน ยังไม่ได้รับการเยียวยาเท่าที่ควร ขณะการซ่อมแซมสาธารณูปโภคก็เชื่องช้าเต็มทน ส่วนใครที่มีกำลังแรงพอเอาตัวรอดได้ ก็ลงมือทำกันไปคล้ายกับตัวใครตัวมัน ซึ่งถ้าหากรัฐบาลยังคงปล่อยปละละเลยเช่นนี้ต่อไป ระยะเวลาที่เหลืออยู่พอที่จะรับมือกับหน้าน้ำหลากครั้งใหม่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า กลับอาจจะกลายเป็นช่วงวิกฤติรุนแรงที่จะหนักหนาสาหัสกว่าเมื่อปีกลายหลายเท่า เว้นเสียแต่ว่าธรรมชาติจะเป็นใจช่วยให้คนไทยรอดพ้นอย่างปาฏิหาริย์ นั่นย่อมถือเป็นเรื่องบุญทำกรรมแต่งที่ไม่ควรจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น



