คอลัมนิสต์

คนรากหญ้า

คนรากหญ้า

18 ก.ค. 2555

คนรากหญ้า : มนุษย์สองหน้า โดย แคน สาริกา

              สัญญาณเตือนเศรษฐกิจมังกรชะลอตัว กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั้งโลกในสัปดาห์นี้ เพราะหลายชาติในยูโรโซนที่ประสบวิกฤตก็หวังจะให้จีนเป็นอัศวินม้าขาวมาช่วยอุ้มให้รอดพ้นจากหายนะ
 
              การเติบโตของเศรษฐกิจจีนแบบก้าวกระโดดในช่วง 40 ปีมานี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังสือ "สิบคำนิยามจีน" (China in Ten Words) เขียนโดย หยู หัว นักเขียนเบสต์เซลเลอร์ระดับโลก เจ้าของผลงาน "คนตายยาก" (To Live), "คนขายเลือด" (Chronicle of a Blood Merchant) และ "พี่กับน้อง" (Brothers)
 
              เดือนตุลาคมปีที่แล้ว หยู หัว เดินทางมาไทย เพื่อเปิดตัวหนังสือ "สิบคำนิยามจีน" เป็นเรื่องจริงเล่มแรกที่ว่าด้วยประเทศจีนในสายตาของนักเขียน ผ่านคำที่คัดสรรทั้งสิบ ได้แก่ ประชาชน (People), ผู้นำสูงสุด (Leader), การอ่าน (Readin), การประพันธ์ (Writing), หลู่ ซิ่น (Lu Xun), ความแตกต่าง (Disparity), การปฏิวัติ (Revolution), รากหญ้า (Grassroots), ซานจ้าย-ลอกเลียน (Copycat) และ ฮูยิว-ขี้จุ๊ (Bamboozle)
 
              เฉพาะคำว่า "รากหญ้า" เป็นคำทั่วไปที่ หยู หัว อธิบายถึงความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจจีน ด้านหนึ่งเป็นความอัศจรรย์ของคนรากหญ้าได้สร้างขึ้น "รายชื่อมหาเศรษฐีในจีนแทบจะเป็นคนรากหญ้าทั้งหมด"
 
              "พวกเขามีความกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ไม่กลัวการสูญเสีย เพราะพวกเขาเริ่มจากศูนย์อยู่แล้ว จีนมีคำพังเพยว่า 'เท้าเปล่าไม่กลัวรองเท้า' พูดแบบมาร์กซ์ก็คือสิ่งที่ชนกรรมาชีพเราสูญเสียคือโซ่ตรวนเท่านั้น แต่สิ่งที่ได้รับคือโลกทั้งใบ"
 
              ในบทนี้ ความสนุกมันอยู่ตรงที่ หยู หัว เล่าถึงประสบการณ์ในวัยเยาว์สมัยการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งมีคนรากหญ้าซื่อๆ ทื่อๆ อยากเข้าร่วมองค์กรของฝ่ายกบฏ แต่หัวหน้าหน่วยเห็นว่าไม่มีลักษณะปฏิวัติ จึงไม่ยอมรับเขาเข้าร่วม
 
              ชายที่ต่ำต้อยในตำบล จึงจัดตั้ง "กองโฆษณาความคิดเหมา เจ๋อตุง" ขึ้นมาเอง ด้วยการหานกหวีด ตราประทับ และหนังสือปกแดงหรือคติพจน์ประธานเหมามาพกติดตัว เขาเดินไปที่ตลาด แล้วก็เป่านกหวีดเรียกให้ผู้คนหยุดอ่านหนังสือปกแดง
 
              "วันนี้ศึกษาเพียงเท่านี้ หวังว่าทุกคนเมื่อกลับบ้านแล้ว จะพยายามศึกษาความคิดเหมา เจ๋อตุงต่อไป"
 
              เขาเป็นกบฏผู้โดดเดี่ยวแต่โด่งดังที่สุดในตำบล เมื่อเสียงนกหวีดของเขาดังขึ้น ทุกคนก็เชื่อฟังศึกษา ต่อมาเขาได้อุปกรณ์การปฏิวัติเพิ่มเติมคือ กระเป๋าสีดำพร้อมหนังสือแนะนำของหน่วยกบฏ สำหรับการนั่งรถเมล์ฟรี พักโรงแรมฟรี 
 
              แล้วความรุ่งโรจน์ของเขาก็สิ้นสุดลง เมื่อเขาสะเพร่าทำหนังสือปกแดงหล่นลงถังส้วม บังเอิญว่าทหารพิทักษ์แดงนั่งอยู่ในส้วม เขาจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ
 
              "โทษนี้สมควรตาย ผมทำความคิดเหมา เจ๋อตุงตกส้วม..."
 
              หลังจากนั้น เขาไปที่ตลาดบ่อยๆ ทำการวิพากษ์ตัวเอง โทษฐานที่ทำความเหมาเจ๋อ ตุงตกส้วม จนผู้คนเบื่อหน่าย และเปลี่ยนเป็นคนถือไม้กวาด ทำความสะอาดถนนอย่างพินอบพิเทา
 
              "โดยสรุปแล้ว ผมคิดว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมของเหมา เจ๋อตุง และการปฏิรูปเปิดกว้างของเติ้งเสี่ยวผิง ให้โอกาสคนระดับรากหญ้าของจีนถึงสองครั้งสองครา การปฏิวัติวัฒนธรรมเรียกได้ว่า เป็นการจัดสรรอำนาจทางการเมืองครั้งหนึ่ง การปฏิรูปเปิดกว้างก็เป็นการจัดสรรอำนาจทางเศรษฐกิจอีกครั้ง" 
 
              หยู หัว เล่าถึงโชคชะตาที่พลิกผันของผู้คนในยุคสมัยการเปลี่ยนแปลงบนจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งลักษณะของคนรากหญ้า ไม่ว่าชาติไหนก็คล้ายคลึงกัน มีทั้งรุ่งโรจน์และตกต่ำ
 
              "ในทุกวันนี้ ละครมักจะพลิกผันกลับไปกลับมา ระหว่างโศกนาฏกรรมกับสุขนาฏกรรม ไม่มีใครรู้ว่าตอนจบของตัวเองเป็นอย่างไร"
 
              เรื่องเล่าคำว่า "รากหญ้า" ของนักเขียนจีน ทำให้ผมนึกถึงละครการเมืองเรื่องรากหญ้าแห่งสยามประเทศขึ้นมาโดยพลัน!