
'เจ้านายใหม่ของตำรวจ'
'เจ้านายใหม่ของตำรวจ' : โลกตำรวจโดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตนับได้ว่าเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ หรืออาจกล่าวได้ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนต้องการให้ชีวิตปลอดภัยทั้งสิ้น
“ดีจังตำรวจจะได้ทำงานเป็นระบบเสียที ไม่งั้นทำอะไรไม่ได้ รอการแต่งตั้ง เลื่อนแล้วเลื่อนอีก”นายตำรวจใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อวงสนทนาพูดคุยกันถึงข่าวการประชุมเพื่อเตรียมการแต่งตั้งผู้นำใหญ่ขององค์การ...ตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ...ตำแหน่งที่ตำรวจหลายๆ คนใฝ่ฝันที่จะครอบครองเพื่อทำงานให้สมเกียรติของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่สะสมประสบการณ์ในการทำงานตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ?
การทำงานอย่างเป็นระบบขององค์กรตำรวจจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการทำงานอย่างเป็นระบบของรัฐบาลด้วย การที่รัฐบาลมีการวางแผนงานอย่างมีเป้าหมายในการบริหารจัดการสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่สอดคล้องกันเป็นอย่างดีกับยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่จะนำพาให้นโยบายทางการเมืองที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชนบรรลุเป้าหมายจนทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น เชื่อถือ ศรัทธาและไว้วางใจต่อรัฐบาล
“รัฐบาลที่ฉลาดต้องใส่ใจและพัฒนาตำรวจ” นายตำรวจหมาดๆ วัย 53 พูดถึงความสำคัญของตำรวจที่รัฐบาลควรตระหนัก หากนักการเมืองมีความเฉลียวฉลาดเพียงพอ มีการบริหารจัดการที่ดีต่อตำรวจย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลด้วย...ผลงานของตำรวจคือผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนต้องการ เพราะปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินจำเป็นต้องใช้ตำรวจเป็นผู้ปัดเป่าทุกข์...(มิใช่ปัดเป่าคดี)
จำนวนกำลังพลตำรวจกว่า 2 แสนนายหากรวมกับครอบครัวเครือญาติด้วยแล้ว นับได้ว่าเป็นฐานเสียงที่เข้มแข็ง ประกอบกับชุมชนตำรวจมีธรรมชาติที่แตกต่างจากชุมชนทหารหรือชุมชนอื่นๆ ในลักษณะที่มีทั้งความเข้มแข็งและยืดหยุ่น อ่อนตัวที่สามารถเข้าไปอยู่ร่วมใกล้ชิดจนเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลายได้เป็นอย่างดี
“ตำรวจปรับตัวได้ดียิ่งกว่าจิ้งจกเสียอีก” ผู้กำกับพูดถึงคุณสมบัติเฉพาะที่เด่นชัดและเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นของตำรวจ "อยู่กับคนดีก็ได้ อยู่กับคนเลวก็ได้ แต่ถ้าคนเลวมีอำนาจเหนือกว่าและมาปกครองตำรวจ ตำรวจกลุ่มนั้นก็ต้องเข้มแข็งหน่อยไม่งั้นก็จะมีสีเฉียดๆ ไปทางดำมากกว่าเทา” นายตำรวจใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า "ขาว” เพราะคนที่นั่งสนทนาในวงนั้นต่างรู้อยู่แก่ใจว่า "ตำรวจไม่มีวันที่จะขาวหากเป็นคนทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานในพื้นที่หลักที่ไม่ใช่งานอำนวยการ”
หากกระแสข่าวการแต่งตั้งนายใหญ่ของตำรวจที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้เป็นความจริง จะทำให้องค์กรตำรวจสามารถตั้งหลักในการทำงานพิทักษ์สันติราษฎร์ได้เร็วกว่าในยุคสมัยที่ผ่านมา...ยุคที่ตำรวจไร้หัว...
ผู้นำที่ดี ต้องมีวินัย มีวิสัยทัศน์ กระตือรือร้น รับผิดชอบและทำงานอย่างเป็นระบบ มุ่งมั่นที่จะทำงานพิทักษ์สันติราษฎร์ และสิ่งที่ดีสำคัญคือเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ซึ่งหากรัฐบาลยังไม่เคยได้กำหนดกฎเกณฑ์หรือตัวชี้วัดสำหรับการคัดเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมจะมาดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งไว้นั้น
อุดมคติของตำรวจที่ติดอยู่ทุกสถานีตำรวจน่าจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เป็นหลักเป็นเกณฑ์ที่ไม่วูบวาบฉาบฉวย สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินคุณสมบัติที่ดีของผู้ที่สมควรจะมาเป็น "นาย” ที่นำทีมกำลังพลกว่า 2 แสนนายร่วมรับใช้ประชาชน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่องค์กรตำรวจให้จงได้
...เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดำรงตนในยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต...
หากใช้ตัวชี้วัดนี้ รัฐบาลคงไม่ลำบากใจในการตัดสินใจที่จะเลือกผู้ที่จะมาเป็น "หัว” ของตำรวจ เพราะคงมีนายตำรวจไม่มากนักที่ผ่านเกณฑ์นี้จนขึ้นไปถึงสถานะของการชิงตำแหน่งสูงสุด เนื่องมาจากวัฒนธรรมการเติบโตก้าวหน้าของตำรวจที่ผ่านมา มิได้เป็นไปดั่งอุดมคติของตำรวจ...คนเก่งๆ คนดีๆ ล้วนพ่ายต่อกระแสที่เชี่ยวกรากของตั๋วและตังค์ทั้งนั้น



