
สงขลามิคสัญญี
ความตายของนายอภิชาติ สังขาชาติ นายกเทศมนตรีเมืองคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ด้วยอาวุธสงครามยิงถล่มอย่างอุกอาจ กลางเมือง หลังจากคนร้ายซึ่งใช้รถกระบะสีดำ สะกดรอยตามมาอย่างกระชั้นชิด ขณะที่นายอภิชาติขับรถตู้ออกจากงานศพที่วัดคลองเปล
เมื่อกลางดึกคืนวันเสาร์ (16) นั้นอาจมิใช่ครั้งแรกของความขัดแย้งทางการเมืองระดับท้องถิ่น อีกทั้งการแย่งชิงผลประโยชน์และอำนาจในพื้นที่ จะนำพามาสู่ความตาย แต่ปรากฏการณ์ล่าสุดที่สงขลาครั้งนี้ ได้ฉายภาพที่ชัดเจนมากขึ้นในบทบาทของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย บทบาทของการตามล่าสังหารคู่ขัดแย้ง ที่เคลื่อนย้ายจากภาคตะวันออกสู่ภาคใต้
เมื่อครั้งที่นายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ ยังทรงอิทธิพลในภาคตะวันออก ก่อนหน้าที่กำนันเป๊าะจะแจ้งเกิดในวงการเจ้าพ่อ เสี่ยจิว จุมพล สุขภารังษี ก็กลายเป็นเหยื่อรายแรกของการสังหาร เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งในพื้นที่ จากนั้น ผู้กว้างขวางระดับเจ้าพ่อในภาคตะวันออก ก็ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ด้วยอาวุธสงครามที่หาได้ง่ายในเขตจังหวัดชายทะเล โดยสามารถจับคนร้าย และสาวไปถึงตัวผู้บงการได้น้อยมาก ความตายในภาคตะวันออกเริ่มลดลง เมื่อมีผู้พยายามสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล น้อยลง แต่ความตายจากการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ของการเมืองท้องถิ่น ก็ยังกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ จนกระทั่งถึงจังหวัดสงขลา หัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญในภาคใต้
เพียงระยะเวลาไม่กี่เดือน ปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่การเมืองท้องถิ่นซึ่งมีความขัดแย้งรุนแรง จนกระทั่งต้องตัดสินกันด้วยอาวุธสงคราม ก็กลายเป็นปรากฏการณ์ร่วมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องที่จังหวัดสงขลา นับจากเดือนตุลาคม 2551 ที่คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มนายสิทธิชัย ชุมอินทร์ กำนันตำบลวัดจันทร์ อำเภอสทิงพระ คนสนิทของนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้น เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ คนร้ายใช้อาวุธปืน เอ็ม 16 สังหารนายวิเชียร มงคลสินธุ์ เสียชีวิตทันทีที่บ้านพัก อำเภอสทิงพระ นายวิเชียร เป็น 1 ใน 3 จำเลยคดีลอบสังหารนายสิทธิชัย หลังจากบิดาของนายวิเชียรถูกยิงด้วยอาวุธสงครามสิ้นชีพเพียงเดือนเดียวก่อนหน้านั้น
รัฐบาลก่อนหน้านี้ เคยมีนโยบายเร่งรัด ปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยเฉพาะในสังคมชนบท ที่มักจะมีผู้สถาปนาตนเองเป็นผู้พิทักษ์อำนาจและผลประโยชน์ และพร้อมที่จะใช้อาญาเถื่อนจัดการคู่ขัดแย้ง คล้ายบ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อมีแปใดๆ ทั้งสิ้น เหตุการณ์ที่สงขลาครั้งนี้ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องหันมาทบทวนและคิดอ่านนโยบายป้องกัน และปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย เพื่อหยุดและยับยั้งมิให้เมล็ดพันธุ์อันชั่วร้ายนี้ได้แตกกิ่ง แตกใบ ต่อไป ไม่เพียงในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น หากแต่ในทุกหนแห่งที่อำนาจเถื่อนหยั่งรากลึกอยู่เหนืออำนาจกฎหมาย



