
รำลึกพฤษภา "ทะมึน" อย่างมึนๆ
เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าแปลกในทุกๆ ปี ที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก ทั้งที่ผลสะเทือนของเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 นั้นมีอยู่ในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพัฒนาการประชาธิปไตยในสังคมไทยภายใต้สิ่งที่เรียกว่า
การปฏิรูปทางการเมือง ที่กลายเป็นคำที่ติดปากกับทุกฝ่ายที่นำเอาคำดังกล่าวมาก่อรูปประชาธิปไตยในแนวทางของตน (ผมหลีกเลี่ยงที่จะบอกว่าแนวคิดประชาธิปไตยแบบไหนที่เป็นประชาธิปไตย และแนวไหนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในงานชิ้นนี้)
ผมจึงอยากใช้พื้นที่ในวันนี้พูดถึงความอิหลักอิเหลื่อของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬและการรำลึกถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสักหน่อย
เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ทำให้เราต้องกลับมาคิดถึงเรื่องที่เป็นรากฐานความขัดแย้ง-ความสัมพันธ์ทางสังคม นั่นก็คือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมาย การเมือง ประชาธิปไตย โลกาภิวัตน์ และบทบาทของพระมหากษัตริย์กับการเมืองแบบประชาธิปไตยของไทย
ในประการแรก การลุกฮือเพื่อต่อต้านรัฐบาล พล.อ.สุจินดา ที่มาจากการเชื้อเชิญของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและมาตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องทำให้เราต้องตั้งคำถามถึงสิทธิในการต่อต้านรัฐบาลและรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐบาลอ้างว่าตนนั้นมีความถถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย และมาจากกระบวนการเลือกตั้ง
แต่ประชาชนที่ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลสุจินดานั้นได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรมของตัวกฎกติกาเอง (ไม่ใช่แค่บอกว่าเมื่อมาจากกฎหมายแล้วมีความชอบธรรม) ทั้งนี้เพราะกระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญและกระบวนการที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยนั้น ล้วนมีที่มาจากการทำรัฐประหารต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อหนึ่งปีกว่าๆ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยภายใต้แรงต่อต้านว่ารัฐบาลนั้นมีความชอบธรรมตามกฎหมายนั้นเกิดขึ้นมาจากความเข้าใจที่มาทางประวัติศาสตร์ของระบอบหลังรัฐประหาร และการต่อสู้ในเรื่องของ "การสืบสานอำนาจ"
ในประการที่สอง ประวัติศาสตร์พฤษภาทมิฬนั้นเมื่อย้อนกลับไปที่ความเข้าใจในเรื่องของการสืบสานอำนาจ และที่มาของความไม่ชอบธรรมของระบอบหลังรัฐประหารนั้น ก็จะต้องตั้งคำถามที่ยิ่งใหญ่อีกประการหนึ่ง นั่นก็คือ เมื่อมีการทำรัฐประหารในปี 2534 เราไม่พบแรงต้านจากสังคมมากนัก สิ่งนี้จะต้องย้อนกลับไปศึกษา โดยเฉพาะแรงต้านจากสื่อมวลชน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะให้ความร่วมมือกับผู้มีอำนาจใหม่ในทุกครั้งที่การทำรัฐประหารนั้นกระทำเป็นผลสำเร็จ
ในประการที่สาม การสืบทอดเจตนารมณ์พฤษภาทมิฬจะต้องไม่หลีกเลี่ยงที่จะค้นหาและต่อสู้กับประเด็นปัญหาการคอรัปชั่นซึ่งเป็นรากฐานที่กัดกร่อนประชาธิปไตย ทั้งในระดับของประสิทธิภาพและความชอบธรรมของตัวระบอบเอง
ในประการที่สี่ เมื่อย้อนระลึกถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬนั้น ทำให้เราต้องกล้าตั้งคำถามว่าบทบาทของเศรษฐกิจโลกที่มีต่อภาพลักษณ์ของการเมืองในประเทศมีความสำคัญแค่ไหน เราจะพบว่าการแต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน ที่มีฐานเป็นทั้งนักการทูตและเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมและเป็นตัวแทนของผู้ดี มาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งโดยพลังที่ไม่เป็นประชาธิปไตย (โดยคณะรัฐประหาร = อานันท์ 1) และพลังประชาธิปไตย (โดยกระแสสังคมภายหลังการลุกฮือของประชาชน = อานันท์ 2) เป็นเรื่องที่เราต้องกล้าเผชิญหน้าว่า ประชาธิปไตยไทย กับการยอมรับของต่างชาติ และการเมืองเรื่องภาพลักษณ์ของการมีนักการเมืองที่อ้างว่าตนไม่ใช่/ไม่เป็นนักการเมือง นั้นมีความสำคัญอย่างไรในประชาธิปไตย
ผมจึงอยากจะสรุปว่า ถ้าจะระลึกถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เราไม่จำเป็นจะต้องฉลองความยิ่งใหญ่เหมือนเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอื่นๆ แต่ควรจะนำเอาประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ในสังคมนับตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬมานั่งทบทวนกันทุกๆ ปี น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ



