คอลัมนิสต์

อย่าสร้างเงื่อนไขให้บ้านเมือง

อย่าสร้างเงื่อนไขให้บ้านเมือง

15 ก.ค. 2555

อย่าสร้างเงื่อนไขให้บ้านเมือง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 15 ก.ค.2555

               วิกฤติการเมืองไทยผ่านพ้นไปอีกเปลาะหนึ่ง หลังศาลรัฐธรรมนูญนั่งบัลลังก์วินิจฉัยชี้อนาคตประเทศ กรณีมีผู้ร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ โดยตุลาการทั้ง 8 ท่านมีมติเป็นเอกฉันท์ใน 2 ประเด็นสำคัญว่า การตรารัฐธรรมนูญ 2550 ได้ผ่านการลงประชามติจากประชาชนโดยตรง ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้นการยกร่างใหม่ทั้งฉบับก็ควรให้ประชาชนลงประชามติเสียก่อนว่าควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ประเด็นต่อมายังไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะถือได้ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และการจัดตั้ง สสร. ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมถือเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าไม่มีผลแต่ประการใด  
   
               สิ้นสุดการอ่านคำวินิจฉัยเสียงเฮด้วยความพอใจของกองเชียร์ทั้งสองฝ่าย โดยผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เสื้อหลากสี และพลังเงียบที่อยู่ในซีกของผู้ร้อง ต่างลิงโลดที่สามารถยับยั้งการจัดตั้ง สสร.เพื่อเข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขณะที่กลุ่มผู้ถูกร้องซึ่งหมายถึงพรรคเพื่อไทย มวลชนคนเสื้อแดงและเครือข่าย ต่างก็ส่งเสียงกึกก้องไม่แพ้กันด้วยความดีใจ ที่คำวินิจฉัยของศาลเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครอง อานิสงส์ดังกล่าวส่งผลให้มีการยกคำร้องในประเด็นยุบพรรคไปโดยปริยาย ลบภาพความหวาดกลัวทางการเมืองที่หลายฝ่ายคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ว่าอาจจะเกิดความรุนแรงขึ้นจากความไม่พอใจของคนบางฝ่ายไปเสียฉิบ
   
               เมื่อผลการตัดสินของกรรมการออกมาแล้ว ทุกฝ่ายก็ต้องเคารพและปฏิบัติตามกติกา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์  มีผลผูกพันต่อองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 และเป็นการแสดงบทบาทเชิงรุกชี้ทิศทางที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม โดยไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภา ส่วนที่มีผู้ให้ความเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานใหม่ เรื่องสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ที่สามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรงนั้น เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่แล้ว หากใครเห็นว่าไม่ถูกต้องก็สามารถเสนอแก้รัฐธรรมนูญตัดบางส่วนของมาตราดังกล่าวออกไปได้
   
               บ้านเมืองเราในขณะนี้มีปัญหามากพออยู่แล้ว คำตัดสินของศาลที่ออกมามีหลักกฎหมายที่ชัดเจน รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองควรทำให้ทุกฝ่ายเดินหน้าโดยไม่มีความขัดแย้ง หรือมาถกเถียงในทางกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงใช้เทคนิคแล้วมามีปัญหาทีหลังเพื่ออะไร ซึ่งหากยังมีความพยายามที่จะดึงดันเดินหน้าลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ต่อไป อนาคตก็จะเกิดข้อโต้แย้งและเป็นปัญหาตามมาอีก รัฐบาลควรชะลอเรื่องร้อนๆ ทางการเมืองไว้ หันมาเร่งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ของแพง พืชผลการเกษตรราคาตกตํ่า หรือการป้องกันนํ้าท่วม ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่แท้จริงของรัฐบาล และสําคัญเร่งด่วนกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ