คอลัมนิสต์

โจรจ๋า…ตำรวจลาก่อน

โจรจ๋า…ตำรวจลาก่อน

20 พ.ค. 2552

“เงินเท่านั้นที่มีพลัง ช่วงนี้ทำอะไรไม่ได้หรอก” หากฟังอย่างผิวเผินอาจทำให้ตีความหมายว่า ผู้พูดตัดเยื่อขาดใย ไม่ต้องการให้ผู้ฟังทำงานต่อ แต่นักโทษชายอีกคนพูดแทรกเสริมขึ้นว่า “รอวันฟ้าเปิด” คนที่อยู่ในวงการเดียวกัน มองโลกและเข้าใจบริบทสังคม วัฒนธรรมบนวิถีก

 กลุ่มของนักโทษชายผู้มีประวัติการใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงอาชญากรรมบอกกล่าว แนะนำให้ดิฉันเก็บพลังไว้สำหรับทำงานในวันข้างหน้า

 ประสบการณ์ทำให้พวกเขามีความเชื่อว่า ภาวะใกล้เกษียณของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางบริบทของกระแสการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองในช่วงนี้ ไม่เหมาะสำหรับการตั้งความคาดหวังในการทำงานป้องกันอาชญากรรมที่สูงเกินไป

 “คิดเหรอว่า พวกเขาอยากจะทำประโยชน์ให้สังคมหรือองค์การของเขาก่อนเกษียณ” คำพูดเย้ยหยัน ท้าทาย หากแต่ทำให้ผู้ฟังฉุกคิด ทบทวนก่อนที่จะคาดหวังสิ่งที่เกินจริง

 เมื่อหวังผิดย่อมผิดหวัง เป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน เมื่อผิดหวังบ่อยๆ ย่อมเกิดความชาชินและเลิกหวัง เลิกหวังว่า การฝากฝีมือในการปราบปรามอาชญากรรมจะนำมาซึ่งความสำเร็จและความมั่นคงในการทำงาน

 ภาวะเลิกหวัง หมดหวัง ไปจนถึงสิ้นหวัง เป็นภาวะที่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการองค์การ สภาพเช่นนี้มิใช่เพียงแค่ปลดเกียร์ว่าง แต่น่าจะอธิบายได้ด้วยสาระของหนังต่างประเทศเรื่องหนึ่งที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “โจรจ๋า...ตำรวจลาก่อน”

 การก่ออาชญากรรมอย่างอุกอาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นทัศนะของกลุ่มโจรผู้ก่ออาชญากรรมที่มีต่อการประเมินความเข้มแข็งในการทำงานของข้าราชการตำรวจ การประเมินว่า ตำรวจอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ นำมาซึ่งความย่ามใจในการก่ออาชญากรรม

 หากไตร่ตรองสะท้อนคิดจะต้องตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบว่า “ทำไมโจรถึงประเมินว่าตำรวจไทยยุคนี้อ่อนแอ” 

 ตรรกะง่ายๆ ของความสัมพันธ์เชิงผกผันของสิ่งที่อยู่ในขั้วตรงข้ามคือ เมื่อขั้วหนึ่งเข้มแข็ง อีกขั้วย่อมอ่อนแอ เมื่อตำรวจเข้มแข็ง ขวัญและกำลังใจดี โจรซึ่งเป็นขั้วของคู่ตรงข้ามกับตำรวจ (?) ย่อมอ่อนแอ หวาดหวั่น ไม่กล้าก่ออาชญากรรมที่อุกอาจ ฮึกเหิม...แต่หากโจรฮึกเหิมกล้าก่ออาชญากรรมสะเทือนขวัญ ย่อมแสดงให้เห็นว่าตำรวจอ่อนแอ เหนื่อยล้า หมดแรง

 ประเด็นเล็กๆ ถูกตั้งขึ้นจากอัยการจังหวัดท่านหนึ่งว่า “ผมไม่เข้าใจนะ ทำไมเขาปล่อยให้เด็กมันมาปาขวดเบียร์หน้าป้อมตำรวจ หน้าโรงพักได้บ่อยๆ”

 การปาขวดเบียร์หน้าป้อมตำรวจเป็นเหตุการณ์การท้าทายตำรวจของเด็กวัยรุ่น คนที่คุ้นชินอาจไม่ตั้งคำถาม เพราะมีเรื่องใหญ่กว่าต้องคิดและทำ แต่ในสายตาของคนนอกวงการตำรวจ อาจให้ความหมายว่า ขนาดเรื่องเล็กๆ ยังปราบปรามไม่ได้ แล้วเรื่องใหญ่จะปราบปรามได้อย่างไร?
 
 ต่างกลุ่ม ต่างมุมมอง ต่างคิด ต่างเข้าใจ เพราะมีที่มาที่แตกต่างกัน

 “อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก” คือวาทกรรมที่เหล่าบรรดานายตำรวจถูกปลูกฝัง อาจเป็นกลอุบายการป้องกันไม่ให้ย่อท้อ แต่อย่าลืมว่า ตำรวจก็คือมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการสิ่งพื้นฐานในการยังชีพ มีความต้องการความมั่นคงปลอดภัยในการทำงาน ต้องการความรักและการยอมรับ ต้องการได้รับเกียรติ เคารพในศักดิ์ศรี หากคนนอกจะไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด ยังไม่ทำให้เหล่าบรรดาตำรวจไทยขวัญและกำลังใจเสียเท่ากับการไม่ใส่ใจในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข การทำลายขวัญและกำลังใจของคนในวงการเดียวกัน

 ในฐานะคนนอกยังสะเทือนใจเมื่อได้ยินคำพูดที่ว่า “ผมพาแกไปเลี้ยงจนผมได้สองขั้น”

 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข