คอลัมนิสต์

น้อมรับคำวินิจฉัย

น้อมรับคำวินิจฉัย

12 ก.ค. 2555

น้อมรับคำวินิจฉัย : บทบรรณาธิการประจำวันที่12ก.ค.2555

                สังคมไทยตกอยู่ในภาวะสับสน อลหม่าน วิตก กังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึงอีกวาระหนึ่ง หลังจากศาลรัฐธรรมนูญกำหนดอ่านคำวินิจฉัยคำร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่ การทำหน้าที่วินิจฉัยประเด็นที่โต้แย้งกันนี้ เป็นการทำหน้าที่โดยปกติของศาล ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ แต่ความไม่ปกติเกิดขึ้นจากการประกอบสร้างเรื่องราวให้ดูประหนึ่งว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีวาระซ่อนเร้นที่ต้องการทำลายฝ่ายตรงข้าม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความเอนเอียงไม่เป็นธรรม ข้อกล่าวหาเหล่านี้มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน ทั้งฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์ ฝ่ายสนับสนุนโดยเฉพาะสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งที่มิได้มีพื้นฐานความรู้เรื่องหลักกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ของศาล หากแต่ยึดถืออารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง
 
                ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่โดยตรงในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมาย และร่างข้อบังคับการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติก่อนที่จะประกาศใช้บังคับมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับแล้วมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ กระทำการใดเพื่อให้ตนมีส่วนโดยตรงหรือโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายหรือไม่ วินิจฉัยปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลตั้งแต่สององค์กรขึ้นไป วินิจฉัยมติหรือข้อบังคับของพรรคการเมือง การพิจารณาอุทธรณ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการวินิจฉัยกรณีบุคคลหรือพรรคการเมืองใช้สิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพหรือคุณสมบัติของสมาชิกรัฐสภา รัฐมนตรี และกรรมการการเลือกตั้ง และวินิจฉัยหนังสือสนธิสัญญาใดต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550
 
                เมื่อมีผู้ร้องและเข้าหลักเกณฑ์ตามกรอบอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นหน้าที่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัย ซึ่งในการกำหนดประเด็นในการวินิจฉัย วันพรุ่งนี้จะครอบคลุมในทุกประเด็น และศาลจะต้องแสดงเหตุผลประกอบในการวินิจฉัยทั้งในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายจนครบถ้วน มิอาจใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือความเข้าใจเองว่า การกระทำของผู้ถูกร้องไม่น่าจะเป็นการล้มล้างการปกครอง ซึ่งเป็นความคิดที่มิได้ประกอบด้วยหลักการหรือเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งหากฟังว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องได้กระทำการล้มล้างการปกครองหรือไม่ แต่หากมีอำนาจฟ้องแล้ว ยังต้องวินิจฉัยต่อไปว่า มาตรา 291 สามารถยกเลิก หรือแก้ไขทั้งฉบับหรือไม่ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง เป็นการล้มล้างหรือได้มาซึ่งอำนาจหรือไม่ และสุดท้ายผลของการกระทำมีเหตุให้ยุบพรรค หรือตัดสิทธิทางการเมืองของผู้ถูกร้องหรือไม่ ฉะนั้น โอกาสของทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องจึงก้ำกึ่งกัน
 
                ไม่ว่าจะอย่างไร ทุกฝ่ายต้องยอมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในนามของสถาบัน ไม่เอาเรื่องตัวบุคคลมาเกี่ยวข้อง และพาลไม่ยอมรับคำตัดสินที่ตนเองเสียประโยชน์ คำวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลาย ก็มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนผู้ร้องและผู้ถูกร้อง การที่ฝ่ายใดจะยอมรับคำตัดสินเฉพาะที่พอใจ หรือเป็นประโยชน์ต่อหมู่คณะของตนเองเท่านั้น ย่อมมิใช่วิสัยของวิญญูชนพึงกระทำ โดยเฉพาะเมื่อพยานฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทสำคัญ รวมทั้งนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ให้การในชั้นไต่สวนสู้คดีถึงที่สุดแล้ว บ้านเมืองจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อทุกคนยอมรับและเล่นกันตามกติกา ในขณะเดียวกันหากศาลวินิจฉัยเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายผู้ถูกร้อง จะโดยวินิจฉัยยกคำร้องหรือเหตุใดก็ตาม อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องยอมรับคำวินิจฉัยนั้น โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เพื่อให้บ้านเมืองได้เดินหน้าต่อไป