คอลัมนิสต์

น้ำกับเสถียรภาพรัฐบาล

น้ำกับเสถียรภาพรัฐบาล

11 ก.ค. 2555

น้ำกับเสถียรภาพรัฐบาล : บทบรรณาธิการประจำวันที่11ก.ค.2555

              ปลายปี 2554 เกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ ในช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหมาดๆ จะถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลก็คงไม่ผิดนัก สภาวะน้ำท่วมในตอนนั้นคนไทยโดยเฉพาะในเขตภาคกลางหรือลุ่มน้ำเจ้าพระยา ต่างเดือดร้อน สิ้นเนื้อประดาตัวไปก็มากมาย นาล่มเสียหายนับแสนไร่ เรียกว่าภาคการเกษตรย่อยยับไปกับสายน้ำ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนยังทนรับสภาพดังกล่าวได้ เพราะคิดว่ารัฐบาลจะเร่งกอบกู้วิกฤติให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด
 
               โครงการป้องกันน้ำท่วมยังอยู่ในแผนของรัฐบาลกระทั่งเวลาผ่านไปจากฤดูแล้ง เวียนมาสู่ฤดูฝนอีกครั้ง ในระยะเวลาดังกล่าวดูเหมือนยังไม่เห็นความคืบหน้าชัดเจนนัก ดูเหมือนความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน ถูกทำให้เป็นเรื่องไกลตัวในสายตาชาวบ้าน ผิดกับปมประเด็นทางการเมือง รัฐบาลพยายามเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเองมากกว่าหันมาสนใจความเดือดร้อนของชาวบ้าน รัฐธรรมนูญถูกเร่งรัดแก้ไขเพื่อคลายปมมืดให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จนปัจจุบันกลายเป็นเงื่อนไขให้สภาพเศรษฐกิจในสายตานักลงทุนย่ำแย่ลง
 
               โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่มีงบประมาณสูงถึง 3.5 แสนล้านบาทกำลังถูกจับตาจากนักการเมือง กลุ่มธุรกิจที่ใกล้ชิดรัฐบาล โปรเจกท์ขนาดมหึมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวดูเหมือนจะมีข้อครหาติติงจากหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการทางด้านน้ำและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องว่าจะได้ผลหรือเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ รวมทั้งเงื่อนไขในการจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) จะล็อกสเปกไว้ให้ใครหรือเปล่า ปัญหาด้านคุณสมบัติของผู้ร่วมประมูลงานที่มีทั้งบริษัทในไทยและต่างชาติ ผู้รู้บางส่วนยังตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทต่างชาติจะมีข้อมูลหรือรู้พื้นที่มากกว่าคนไทยได้อย่างไรเพราะบริษัทต่างชาติยังต้องขอข้อมูลเรื่องน้ำไปศึกษา
 
               เมื่อประเด็นเรื่องน้ำกำลังเป็นบทพิสูจน์ที่ชาวบ้านรอคอย จากนี้ไปรัฐบาลจะต้องเร่งทำงาน ที่ชาวบ้านจับต้องได้ มากกว่าเงื่อนปัญหาทางการเมือง  ยิ่งปมประเด็นทางการเมืองกำลังโถมเข้าใส่รัฐบาล ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ การทุจริตคอรัปชั่นที่พรรคฝ่ายค้านกำลังหยิบยกมาขออภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเปิดประชุมสภาในครั้งหน้า วิกฤติน้ำจึงเป็นโอกาสเดียวที่รัฐบาลจะสร้างผลงานให้เข้าตาชาวบ้าน มากกว่าทำเรื่องเพื่อคนคนเดียว ที่ผ่านมารัฐบาลยังมีเสถียรภาพอยู่ได้เพราะประชาชนยังคงเห็นใจและให้โอกาส จนเมื่อเกิดการชุมนุมของชาวบ้านเพื่อเรียกร้องสิทธิที่พึงมีพึงได้เงินชดเชยค่าเสียหายที่ยังคาราคาซังมาจนทุกวันนี้ จนทำให้ฝุ่นใต้พรมกระจายฟุ้งขึ้นมาทุกที