
วัฒนธรรม'การกิน'
วัฒนธรรม'การกิน' : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“กินยังไม่ทันอิ่มเขาบอกให้ลุกก็ต้องลุก” เรื่องราวเมื่อคราวมีสถานะเป็นนักเรียนนายร้อยแห่งสถาบันอันทรงเกียรติถูกนำมาใช้อุปมาอุปไมยเพื่อปลอบใจกันระหว่างเหล่าบรรดาคนอกหักจากคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายที่เพิ่งเสร็จสิ้นลง
ในครั้งนั้น...นักเรียนนายร้อยที่มัวแต่งุ่มง่าม เชื่องช้า หรือมัวแต่ท่องหนังสือเพื่อหวังหาวิชาความรู้โดยไม่คำนึงถึงสถานที่และเวลาจนลืมไปว่า ณ ตอนนี้ถึงเวลาที่คนอื่นเขา “กิน” กันแล้ว เมื่อตัวเองมากินข้าวช้ากว่าคนอื่น จนกระทั่งเวลาหมด ผู้มีอำนาจเขาสั่งให้ลุกก็ต้องลุกถึงแม้ว่าจะยังไม่อิ่มหรือยังไม่ได้กินเลยก็ตาม
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขึ้น (เลื่อนตำแหน่ง) เหมือนอย่างใครเขา ขอเพียงได้อยู่ที่เดิมก็ยังไม่ได้ทั้งๆ มีผลการปฏิบัติงานโชว์ให้เห็นเป็นพยานเชิงประจักษ์ก็ยังไม่อาจดึงดูดใจนายได้ เนื่องจากนายเองก็โดนบีบจนแทบจะเอาตัวไม่รอดเช่นเดียวกัน
สิ่งที่สร้างความฉงนให้แก่ดิฉันคือ “ทำไมนายตำรวจผู้อกหักจากการแต่งตั้งโยกย้ายจึงนำผลของการแต่งตั้งครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับเรื่องการกินได้?” หรือว่า ระบบการประเมินผลความดีความชอบทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าการทำงานอยู่ในโลกตำรวจอันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในหลักเกณฑ์นั้น ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องช่วยเหลือจุนเจือตัวเองให้รอด ให้อิ่มก่อน รวมถึงการตุนเพื่อเป็นทุนในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ตนเองด้วย?
หากระบบและวัฒนธรรมการทำงานกลายเป็นเบ้าหลอมที่กัดเซาะอุดมการณ์ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนักเรียนนายร้อยจนอุดมการณ์ของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มลายหายไป ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ตกอยู่เพียงผู้เสียหายซึ่งเป็นเพียงเหล่าบรรดานายตำรวจเท่านั้น หากแต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ประชาชนคนไทยที่เมื่อถึงคราวได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อนย่อมไม่สามารถเหลียวหาผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขได้ เพียงเพราะว่า ผู้ที่มุ่งมั่นบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนนั้นได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจจนเสียขวัญและกำลังใจ และแปลงร่างกลายพันธุ์เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดโดยการเข้าไปอิงแอบอยู่กับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่ไม่คำนึงถึงผลการปฏิบัติงานเพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์หรือปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวม หากแต่ใช้อำนาจที่มีล่อหลอกใช้ประโยชน์จากตำรวจเพื่อประโยชน์ในการสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้แก่พวกตนหรือกลุ่มตนเท่านั้น
การปฏิรูปหรือการพัฒนาตำรวจไทยจึงไม่อาจประสบความสำเร็จได้ หากระบบการเมืองไทยและคุณภาพของนักการเมืองไทยยังเป็นเช่นนี้ และการปฏิรูปทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนตระหนักถึงพลังอำนาจของตนเองในการตรวจสอบและมองปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นให้ลึกซึ้งถึงรากเหง้าที่มาของความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่ปรากฏอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
องค์กรตำรวจมิได้ลอยอยู่ในระบบสุญญากาศหากแต่ดำรงอยู่ท่ามกลางบริบททางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม หากประชาชนไม่รวมตัวกันเสริมสร้างพลังอำนาจในการรื้อวัฒนธรรมนักเลง วัฒนธรรมพรรคพวกที่อุปถัมภ์พวกของตนเองให้มีอำนาจเพื่อเก็บเกี่ยวและรักษาผลประโยชน์ให้ตกอยู่เฉพาะพรรคพวกของตนเองไว้แล้วนั้น ประชาชนก็จะไม่มีวันได้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่มุ่งเน้นการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน การตรวจสอบความประพฤติที่มิชอบของตำรวจเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจะทำซึ่งประชาชนก็ได้ทำตลอดในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าคือการตรวจสอบว่าเบื้องหลังของการประพฤติมิชอบที่เกิดขึ้นในวงการตำรวจนั้นมีสาเหตุรากเหง้าที่มาอย่างไร? และประชาชนต้องตั้งคำถามกับตนเองว่า ประชาชนควรจะแสดงบทบาทและแสดงพลังอย่างไรในการจัดการกับสาเหตุที่มาของการประพฤติที่มิชอบเหล่านั้น?



