คอลัมนิสต์

ยุทธวิธีจัดระเบียบ'ขุนศึก'เสื้อแดง

ยุทธวิธีจัดระเบียบ'ขุนศึก'เสื้อแดง

09 ก.ค. 2555

ยุทธวิธีจัดระเบียบ'ขุนศึก'เสื้อแดง : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ [email protected]

              สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ระทึกขวัญ เนื่องจาก "ศาลรัฐธรรมนูญ" ได้นัดวินิจฉัยคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคมนี้ เวลา 14.00 . โดยการตัดสินจะดูประเด็นข้อกฎหมาย วิธีการ และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง
   
              ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ "ฝ่ายผู้ร้อง" ยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันพุธที่ 11 กรกฎาคมนี้
    และไม่ว่า "ศาลรัฐธรรมนูญ" จะวินิจฉัยออกมาลักษณะใดดูเหมือนจะตกเป็น "เป้า" ให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน
   
              ซึ่ง "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ทราบดีเพราะได้กล่าวดักหน้าไว้ก่อนอ่านสรุปกระบวนการพิจารณา เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า "คดีนี้ทอดเวลาไปนาน มีแต่เรื่องไม่เป็นมงคล ดังนั้นถ้าตัดสินเร็วเกินไป ก็หาว่าลุกลี้ลุกลน มีธง แต่หากตัดสินล่าช้า ก็จะถูกกล่าวหาว่าดึงเกม สรุปแล้วไม่ว่าทำอะไรก็ผิด"
   
              แม้ "ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" จะถูกกดดันเพียงใด แต่การวินิจฉัยครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่เพื่อคงไว้ซึ่งความยุติธรรม
   
              และในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ "จตุพร พรหมพันธุ์" แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง ได้ประกาศเชิญชวนให้คนเสื้อแดงเดินทางไปฟังการวินิจฉัยคดี ที่ศาลรัฐธรรมนูญ
   
              ว่าปากจะบอกว่าไม่ใช่การ "ข่มขู่-กดดัน" กระบวนการวินิจฉัยของศาล แต่พฤติการณ์อาจมองดูแล้วสวนทางกับคำพูด
   
              เรื่องนี้ "รัฐบาล" แม้จะไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำของ "คนเสื้อแดง" แต่ตราบใด "พรรคเพื่อไทย" ยังเดิมเกมยุทธศาสตร์การเมือง 2 ขา ก็ยากที่จะรับฟังได้ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของคนเสื้อแดง
   
              แม้ว่า "ทักษิณ ชินวัตร" เคยเอ่ยถึงคนเสื้อแดงกับคนใกล้ตัวว่า "เราบังคับเขาไม่ได้ เขาไปไกลเกินกว่าจะดึงกลับแล้ว"
   
              นั่นก็แสดงว่าต้องมีบางเรื่องที่ "ทักษิณ" เห็นต่างกับการกระทำของคนเสื้อแดง เพราะบางเรื่องที่คนเสื้อแดงทำแล้วทำให้ภาพลักษณ์ของ "รัฐบาล" เป็นลบ แต่ไม่สามารถสั่งการให้คนเสื้อแดงหยุดการกระทำนั้นได้
   
              ดังนั้นเมื่อ "คำสั่ง" ไม่มีความหมายจึงต้องหาวิธีอื่น!
   
              การจัดเวทีปราศรัยขึ้นป้ายทำในนาม "พรรคเพื่อไทย" เพื่อไม่ให้ภาพของ "แกนนำเสื้อแดง" โดดเด่นจนเกินไป
   
              แต่ท้ายที่สุดแล้วกิจกรรม "บนเวที" ก็ไม่วายมี "แกนนำคนเสื้อแดง" เป็นแกนหลักในการดำเนินกิจกรรม
   
              ระยะหลังจะเห็นว่าคำพูดที่ "ทักษิณ" พยายามสื่อสารไปยังคนเสื้อแดงให้หยุดการเคลื่อนไหว
   
              ล่าสุดกรณี "เกรียงศักดิ์ สร้อยสีงาม" ส.ส. อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า "ทักษิณ" ได้พูดกับ ส.ส.อุดรธานี ที่ไปพบที่เมืองดูไบขอให้พรรคเพื่อไทยถอยหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอย่างไรขอให้ยอมรับและเชื่อว่าคงไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลมีคำวินิจฉัยออกมา...ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดองหากทุกฝ่ายเห็นว่ายังไม่พร้อมที่จะนำเสนอกฎหมายเข้าสภาก็ไม่ต้องรีบเร่งรีบร้อนหากไม่พร้อมก็ชะลอไปก่อน..."
   
              นั่นแสดงว่า "ทักษิณ" ต้องการรอมชอมกับทุกฝ่าย หรืออยู่ในภาวะจำยอม แม้จะส่วนทางกับ "แกนนำเสื้อแดง" แต่ต้องทำเพื่อให้การบริหารงานของรัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้
   
              บางครั้งความเคลื่อนทางการเมืองระหว่าง "ทักษิณ" กับ "แกนนำคนเสื้อแดง" สวนทางกัน ขณะที่ "ทักษิณ" ถอย แต่แกนนำคนเสื้อแดงถอยไม่ได้ เพราะถ้าถอยนั่นหมายถึงความน่าเชื่อถือทางการเมืองของแกนนำจะพังทลายไปด้วย
   
              ช่วงนี้จึงมีความเคลื่อนไหวของ "แกนนำเสื้อแดง" และ "นักการเมืองบ้านเลขที่ 111" มีการนัดหารือถึงแนวทางการเมืองในอนาคต
   
              จะอยู่ในพรรคเพื่อไทยต่อไปโดยยอมเป็นนักการเมืองเสียงข้างน้อย ทำตามที่ "นาย" สั่ง
   
              ก็ขนาด "พรรคพลังชล" มี ส.ส.เพียง 7 ที่นั่ง ยังได้กระทรวงไปดูแลสามารถตัดสินใจอะไรก็ได้เต็มที่ แต่ "ส.ส.เสื้อแดง" ในพรรคเพื่อไทยมีอยู่กว่า 20 ที่นั่งทำอะไรไม่ได้ มีแต่รอให้เขาตั้ง ถ้าเขาตั้งเราก็ได้ เขาไม่ตั้งก็ไม่ได้เป็น
   
              นี่คือชะตากรรมของคนเสื้อแดงภายในพรรคทุกวันนี้ และเมื่อนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษทางการเมืองทำให้ "ตัวเลือก" ภายในพรรคเพื่อไทยมีจำนวนมากขึ้น
   
              การคัดเลือกจึงเน้นไปที่ "คุณภาพ" ขณะที่ผู้ที่เป็น "จุดอ่อน" หรือกลายเป็น "เป้า" ให้รัฐบาลถูกโจมตีจึงมีโอกาสน้อยลงในการได้รับคัดเลือกเข้าไปนั่งเป็นฝ่ายบริหารในคณะรัฐมนตรี
   
              จึงต้องดูว่า "จตุพร" ผู้ที่ "ทักษิณ" เคยเอ่ยจะมอบเก้าอี้ "รัฐมนตรี" ให้จะยังคงยืนยันทำตามสัญญานั้นหรือไม่
   
              เพราะที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงมักได้รับการสนับสนุนจาก "นายใหญ่"
   
              แต่เมื่อ "พรรคเพื่อไทย" ได้เป็นรัฐบาลรูปแบบการเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป ความจำเป็นในการใช้ "ปัจจัย" จึงไม่มี
   
              การปรับคณะรัฐมนตรีอาจจะให้เก้าอี้รัฐมนตรีกับกลุ่ม ส.ส.เสื้อแดงเพิ่มขึ้น แต่หนึ่งในนั้นคงต้องดูก่อนว่าจะมีชื่อ "จตุพร" หรือไม่
   
              เพราะหลังจาก "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" มีการตั้งคำถามต่อนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแต่งตั้ง "เต้น" ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ "นลินี ทวีสิน" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
   
              ซึ่ง "นายกรัฐมนตรี" ไม่ได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนเสนอชื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ
   
              ดังนั้นการจะแต่งตั้ง "ตู่" จตุพร ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีก็มีสถานะ "แกนนำคนเสื้อแดง" ที่ต้องคดีมากมายไม่ต่างจาก "เต้น" ณัฐวุฒิ อาจจะสุ่มเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบจากผู้ตรวจการแผ่นดินอีกครั้ง
   
              หรือเปลี่ยนการมอบเก้าอี้จาก "จตุพร" ไปเป็น "วีระกานต์ มุกสิกพงศ์" หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงอีกคน
   
              จึงน่าจับตามองว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งหน้าในส่วนของ "คนเสื้อแดง" หวยจะไปออกที่ใคร  "จตุพร-วีระกานต์" หรือให้ทั้งสองคน เพราะการปล่อยให้ "ขุนศึก" เคลื่อนไหวบางครั้งก็เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล
   
              แต่การจับ "ขุน" มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีง่ายต่อการควบคุมไม่เชื่อลองถาม "เต้น" ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ดู!


.........

(หมายเหตุ : ยุทธวิธีจัดระเบียบ'ขุนศึก'เสื้อแดง : ขยายปมร้อน โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ [email protected])