คอลัมนิสต์

ระทึกศุกร์13

ระทึกศุกร์13

09 ก.ค. 2555

ระทึกศุกร์ 13 : บทบรรณาธิการประจำวันที่9ก.ค.2555

            สำนักสำรวจสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนกรณีมีผู้ร้องว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เข้ามาทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าผิดมาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพราะเป็นการล้มล้างการปกครอง ผลจากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,389 คน (ผู้ที่ติดตามการไต่สวนของศาลจำนวน 1,176 คน ผู้ที่ไม่ได้ติดตามจำนวน 213 คน) ระหว่างวันที่ 6-7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สรุปประเด็นสำคัญได้คือ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 29.66 เห็นว่า ไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง เพราะเป็นการแก้ไขในบางมาตรา ร้อยละ 24.41 เห็นว่า เป็นการล้มล้างการปกครอง เพราะเหตุผลในการขอแก้ไขไม่มีน้ำหนักพอ ทำเพื่อผลประโยชน์หรือช่วยเหลือพวกพ้องมากกว่า อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 45.93 บอกว่า ยังไม่ตัดสินใจ เพราะยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้มากพอ ไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการแก้ไข ต่างคนก็ต่างความคิดกันไป และรอฟังคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญดีกว่า ฯลฯ   

              ผลการสำรวจครั้งนี้ถือว่าสอดคล้องกับ "อารมณ์การเมือง" โดยทั่วไป นั่นคือ กลุ่มคนแบ่งออกเป็นสองฝ่ายเพื่อเลือกสนับสนุนกลุ่มที่ตนเองสังกัดร้อยรัดอยู่ด้วยทิศทางของความเห็นและการเมืองอย่างชัดเจน เช่นนี้ อาจตีความได้ว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคมนี้ ย่อมจะทำให้มีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจในจำนวนที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ว่าบทสรุปนี้จะนำไปสู่อะไรนั้น น่าจะเป็นเรื่องของการวิเคราะห์คาดการณ์เสียมากกว่า เพราะตัวเลขการสำรวจของสวนดุสิตโพลชี้ชัดว่า คนส่วนใหญ่คือกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 45.93 ขอให้ทุกฝ่ายรอฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ จึงอาจพอประเมินได้ว่า กลุ่มคนซึ่งมีจำนวนเท่ากับ 2 กลุ่มความเห็นที่แตกต่างกันสองขั้วรวมกัน ปรารถนาที่จะเห็นการยอมรับคำตัดสิน
   
              การไต่สวนฝ่ายผู้ร้อง ฝ่ายผู้ถูกร้อง และการซักค้านตลอดระยะเวลา 2 วันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น แม้จะมีกลุ่มต่างๆ ออกมาแสดงความเห็น แสดงพลังกันภายนอกศาลรัฐธรรมนูญราวกับจะพยายามส่งแรงกดดันไปยังตุลาการทุกท่าน หากแต่การดำเนินการภายในศาลก็เป็นไปด้วยดีและจบลงด้วยความเรียบร้อยเช่นกัน แม้จะมีการโต้เถียงกันอย่างหนักหน่วงรุนแรงก็ตาม แต่ก็อยู่ในบริบทของการสืบคดีความโดยทั่วๆ ไป ซึ่งเปิดโอกาสให้ฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ชี้แจงแถลงไขเพื่อโน้มน้าวตุลาการ อันถือเป็นการใช้โอกาสที่กฎหมายเปิดทางให้ไว้เพื่อการต่อสู้กันได้ด้วยเหตุด้วยผลอย่างเต็มที่ ภายใต้บริบทที่นานาอารยประเทศยอมรับเมื่อทุกอย่างจบลงในศาลสูงสุด
   
              ยิ่งเมื่อก่อนหน้านี้ บรรดาแกนนำของสองฝ่าย หรือแม้แต่บุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าจะได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ได้ออกมาให้คำมั่นต่อสังคมแล้วว่า ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินออกมาทางใดก็พร้อมจะยอมรับ เท่ากับเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคมนี้ แม้จะทำให้แต่ละฝ่ายได้ลุ้นกันด้วยใจระทึก แต่เมื่อศาลตัดสินเป็นที่สุดแล้วก็เชื่อว่า ทุกอย่างจะดำเนินไปตามครรลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งและจะไม่ไปขยายผลให้ความขัดแย้งที่มีอยู่เดิมลุกลามออกไปอีก