คอลัมนิสต์

ตร.กับการเมือง..เบื้องหลังหาอาชญากรรม

ตร.กับการเมือง..เบื้องหลังหาอาชญากรรม

04 ก.ค. 2555

ตำรวจกับการเมือง..เบื้องหลังหาอาชญากรรม : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข [email protected]

               “ไม่ทำก็ได้เงินเดือนอยู่แล้ว” ผู้กำกับสถานีตำรวจพูดโต้แย้งนายตำรวจใหญ่ที่มีอาวุโสสูงกว่าในที่ประชุม นับเป็นการพูดจาที่เปิดเผยตรงไปตรงมาถึงความต้องการเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับการทำงานในลักษณะยื่นหมูยื่นแมวอย่างชนิดไร้ความละอายแก่ใจ ดิฉันแอบสังเกตสีหน้าท่าทางของเหล่าบรรดานายตำรวจในที่ประชุมรวมถึงนายใหญ่ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมวันนั้น ทุกคนมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าไม่สบตา หากแต่ผู้กำกับหนุ่มกลับสบสายตาประธานในที่ประชุมด้วยความเชื่อมั่นในความคิดของตนเองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง “ชาวบ้านได้เบี้ยเลี้ยงตำรวจก็ต้องได้เบี้ยเลี้ยงด้วย ถ้าไม่ได้เบี้ยเลี้ยง ไม่มีเงิน ใครจะทำงาน” งานที่ผู้กำกับพูดถึงคืองานป้องกันและลดปัญหาอาชญากรรม ไม่ใช่งานนอกหน้าที่ปกติ ดิฉันรู้สึกประหลาดและสนใจในคำพูดแปลกๆ ของผู้กำกับที่เมื่อพิจารณาจากรูปร่างลักษณะกิริยาท่าทางแล้ว “เขาคือผู้กำกับที่มีอายุน้อยที่สุดในที่ประชุมแห่งนั้น” นายตำรวจได้รับพิจารณาให้เป็นผู้กำกับตั้งแต่อายุไม่มากนัก น่าจะเป็นคนหนุ่มไฟแรง ขยัน จริงจังและกระตือรือร้นในการทำงานพิทักษ์สันติราษฎร์ แต่นั่นเป็นเพียงอุดมคติซึ่งอาจสวนทางกับความเป็นจริงในโลกของตำรวจ
 
               “ผิดแล้วคุณเข้าใจผิดแล้ว” นายตำรวจใหญ่ประธานในที่ประชุมกล่าวโต้ตอบทันทีที่ผู้กำกับหนุ่มพูดจบ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ช้าและชัดเจนว่า “คุณเป็นตำรวจ คุณมีหน้าที่หลักในการลดและป้องกันอาชญากรรมโดยตรง แต่คุณกลับบอกว่าคุณไม่ต้องทำงานก็ได้เพราะคุณมีเงินเดือนอยู่แล้ว เงินเดือนที่คุณได้รับไม่ใช่ค่าตอบแทนจากการป้องกันและลดอาชญากรรมหรอกหรือ? คุณคิดว่าถ้าคุณไม่ทำแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณเหรอ? ชาวบ้านในพื้นที่ของคุณเขาจะยอมให้อาชญากรรมเกิดขึ้นในพื้นที่ของเขาโดยตำรวจไม่ต้องทำอะไรเหรอ? ผู้บังคับบัญชาของคุณเขาจะยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเหรอ ปล่อยให้คุณไม่ต้องทำอะไรเพราะถึงอย่างไรคุณก็มีเงินเดือนอยู่แล้ว?” นายตำรวจใหญ่ตั้งคำถามพรั่งพรูมิได้ต้องการคำตอบแต่มีนัยของการกระตุ้นสำนึกผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไทย
 
               ถึงแม้ว่าดิฉันจะทำการศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรมในองค์กรตำรวจมานับแรมปีจนเข้าใจความซับซ้อน ย้อนแย้งระหว่างอำนาจต่างๆ ที่ล้วนต่อสู้กันและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำให้ตำรวจที่ตั้งใจทำงานไม่ได้ดีและคนที่ได้ดีไม่จำเป็นต้องมีผลงาน แต่ระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมาดิฉันไม่เคยได้รับประสบการณ์ตรงจากตำรวจในระดับหัวหน้าโรงพักที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาและสะท้อนถึงความไม่สนใจปัญหาทุกข์สุขของชาวบ้านหากไม่มีเงินค่าตอบแทนพิเศษเฉกเช่นในครั้งนี้
 
               เหตุที่มาของพฤติกรรมที่น่าละอายถูกคลี่คลายเมื่อดิฉันทนที่จะเก็บความสงสัยไม่ได้ นายตำรวจใหญ่ผู้บังคับบัญชาตรงของผู้กำกับหนุ่มเล่าว่า “พอเล่าพฤติกรรมก็รู้เลยว่าเป็นใคร” ประวัติศาสตร์เบื้องหลังที่มาของการได้ดิบได้ดีเป็นผู้กำกับที่ไร้คุณภาพถูกตีแผ่ให้ทุกคนในที่นั้นได้รับทราบและนับเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า "หากวัฒนธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจยังไม่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาอย่างถอนรากถอนโคนแล้วนั้น ประชาชนคนไทยก็จะยังต้องทนอยู่ในสภาวะปกป้องและดูแลชีวิตทรัพย์สินของตนเองต่อไป นับวันตำรวจไทยก็จะกลายเป็นกลุ่มคนที่สังคมพึ่งพาไม่ได้
 
               “ไม่เคยอยู่โรงพัก ไม่เคยทำงาน ไปตรวจโรงพักไม่มีงานอะไรก้าวหน้า ลูกน้องส่ายหัวเบื่อระอา จนกระทั่งพวกผู้บังคับบัญชารวมตัวกัน เรียกมาด่ากันตรงๆ หลังจากนั้นไม่นานรู้มั้ยเกิดอะไรขึ้น” นายตำรวจใหญ่เงียบเสียงในขณะที่ทุกคนตั้งใจฟังอย่างสนใจเขาพูดต่อ “มันได้ขึ้นเป็นผู้กำกับ ตั๋วแข็งปั๋งมาจากนักการเมือง พยายามสกัดเท่าไหร่ก็สกัดมันไม่อยู่ มันเป็นเด็กของนักการเมือง วันๆ ไม่ทำอะไรเฝ้าแต่นักการมือง” การแทรกแซงทางการเมืองที่มีต่อวงการตำรวจอาจไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้ในทันทีทันใด

               แต่หากนักการเมืองไทยจะยังมีสำนึกที่ดีต่อการเป็นกลุ่มของผู้นำประเทศอยู่บ้าง ขอได้โปรดพิจารณา เลือกคนที่พอดูดีมาปกครองหน่วยงาน ปกครององค์กร ปกครองบ้านเมืองได้หรือไม่ อย่างน้อยคนรุ่นหลังจะได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเมื่อท่านมีอำนาจท่านไม่ได้เป็นหนึ่งในคนที่ทำร้ายคนไทย ทำร้ายบ้านเมือง หรือทำร้ายสังคมไทย